loader image

มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย
Alternative Energy Institute of Thailand Foundation

มาห์เล เร่งผลักดันภาคอุตสาหกรรมขนส่งทางถนนเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า

มาห์เล เร่งผลักดันภาคอุตสาหกรรมขนส่งทางถนนเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า

มาห์เล (MAHLE) ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากเมืองชตุทท์การ์ท กำลังเร่งเครื่องผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมขนส่งทางถนนเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าเร็วขึ้นด้วยระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ (Range Extender) รุ่นใหม่สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า (BEV) ขนาดใหญ่ เทคโนโลยีนี้จะช่วยปูทางให้ตลาดเปลี่ยนจากรถบรรทุกดีเซลซึ่งครองตลาดอยู่ในปัจจุบัน ไปสู่รถบรรทุกไฟฟ้าเต็มรูปแบบได้เร็วขึ้น รถบรรทุกไฟฟ้าที่ติดตั้ง เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์จะผสานความยั่งยืนของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับความยืดหยุ่นและระยะทางวิ่งแบบรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ช่วยให้ภาคการขนส่งทางถนนซึ่งแบกรับต้นทุนสูงอยู่แล้ว สามารถลดต้นทุนรวมการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ตลอดอายุการใช้งานของรถ และช่วยให้การตัดสินใจลงทุนที่เป็นมิตรกับสภาพอากาศเป็นเรื่องง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น รถไฟฟ้า BEV ที่ติดตั้งเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ยังช่วยสนับสนุนยุโรปในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกลุ่มยานพาหนะอีกด้วย ปัจจุบันมาห์เลเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ในยุโรป และกำลังขยายธุรกิจร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์เชิงพาณิชย์ของจีนที่กำลังรุกตลาดยุโรปด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า “เราตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องด้วยเทคโนโลยีสมรรถนะสูงและผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าที่พร้อมเข้าสู่สายการผลิตจริง” อาร์นด์ ฟรานซ์ (Arnd Franz) ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอของมาห์เล กล่าวในงาน Media Tech Day ที่จัดขึ้นในเมืองชตุทท์การ์ท สำหรับงาน IAA Transportation ประจำปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองฮันโนเวอร์ ระหว่างวันที่ 15-20 กันยายน มาห์เลจะเข้าร่วมงานภายใต้แนวคิด “Electrified. Efficient. Economical.” (ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า) โดยบริษัทจะเปิดตัวเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์รุ่นใหม่เป็นครั้งแรกของโลกที่งานนี้ พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงอื่น ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความยั่งยืนและความคุ้มค่าในภาคการขนส่ง ทั้งนี้ นอกจากผลิตภัณฑ์สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าแบตเตอรี่และไฮบริดแล้ว มาห์เลจะจัดแสดงเทคโนโลยีสำหรับเชื้อเพลิงหมุนเวียนที่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในภาคการขนส่งทางถนนอีกด้วย

ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าและผู้ประกอบการฟลีตรถกำลังเผชิญโจทย์ยาก คือต้องปรับธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจหรือความสามารถในการแข่งขัน อุปสรรคสำคัญที่ยังฉุดรั้งการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในภาคส่วนนี้คือโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟสำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ที่ยังไม่เพียงพอในหลายภูมิภาค รวมถึงระยะทางวิ่งที่จำกัดของรถบรรทุกไฟฟ้า ความยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ “เวลาและพลังงานเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและมีค่ามาก โดยเฉพาะในธุรกิจขนส่งทางถนน มีเพียงผู้ประกอบการที่บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นที่จะอยู่รอด ด้วยผลิตภัณฑ์ระบบไฟฟ้าของมาห์เล เราช่วยให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปพร้อมกัน” อาร์นด์ ฟรานซ์ กล่าว “นี่คือสิ่งที่เราจะพิสูจน์ให้ลูกค้า ผู้ผลิตรถยนต์ระดับนานาชาติ และผู้ประกอบการฟลีตรถได้เห็นในงาน IAA Transportation ปีนี้”

เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ – ตัวช่วยเพิ่มระยะทางและความยืดหยุ่นให้ฟลีตรถ

ที่เมืองฮันโนเวอร์ มาห์เลจะเปิดตัวเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกของโลก ระบบนี้ช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งได้อย่างยืดหยุ่นโดยไม่ต้องแลกกับคุณสมบัติด้านอื่น พร้อมมอบประสิทธิภาพการทำงานแบบไร้ขีดจำกัด เมื่อติดตั้งนวัตกรรมนี้ รถบรรทุกไฟฟ้าจะวิ่งได้ครบทุกระยะทางที่ต้องใช้งานในแต่ละวัน “เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ของเราเปรียบเหมือนระบบสำรองไฟฉุกเฉินอัจฉริยะ ที่จะทำงานในจังหวะที่เหมาะสมพอดี และช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งได้อย่างมีนัยสำคัญ” ดร. มาร์โก วาร์ธ (Dr. Marco Warth) รองประธานฝ่ายวิจัยองค์กรและวิศวกรรมขั้นสูงของมาห์เล กล่าว

หัวใจของระบบใหม่นี้คือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูงประสิทธิภาพสูง ให้กำลังต่อเนื่อง 110 กิโลวัตต์ (kW) และกำลังไฟสูงสุด 130 kW ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดกะทัดรัด ช่วยจ่ายพลังงานให้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าได้อย่างเสถียร แม้ในเส้นทางที่ยากลำบากและบรรทุกสัมภาระเต็มพิกัด ทั้งยังปรับโครงสร้างได้ง่ายตามความต้องการด้านสมรรถนะของการใช้งานแต่ละรูปแบบ และตลาดแต่ละภูมิภาค

ด้วยระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมันที่พัฒนาขึ้นใหม่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้านี้จึงมีความหนาแน่นของกำลังสูงกว่า 7 kW ต่อกิโลกรัม ให้กำลังไฟสูงโดยที่น้ำหนักเบาลงและมีจุดเชื่อมต่อที่เรียบง่ายขึ้น

มาห์เลออกแบบเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์รุ่นนี้ให้เป็นยูนิตอิสระที่รวมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาปภายใน ระบบจัดการความร้อนและของเหลว ถังน้ำมัน ถัง AdBlue และระบบบำบัดไอเสียไว้ใน “กล่อง” ขนาดกะทัดรัด ซึ่งสามารถติดตั้งลงในช่องวางแบตเตอรี่มาตรฐานของรถบรรทุกไฟฟ้าได้พอดี จึงผสานเข้ากับแพลตฟอร์มรถไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้ปัญหา ระบบนี้จะเข้าไปแทนที่ความจุแบตเตอรี่เดิมราวหนึ่งในสาม ทำให้ติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดเล็กลงได้ ลดน้ำหนักที่กดทับเพลาท้ายลงราว 400 กิโลกรัม และลดน้ำหนักรวมของรถลงราว 600 กิโลกรัม โดยรวมแล้ว รถบรรทุก BEV ที่ติดตั้งเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร แบ่งเป็นระยะทางจากแบตเตอรี่ราว 400 กิโลเมตร และจากเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์อีกราว 400 กิโลเมตร

ในสภาพการใช้งานจริง รถบรรทุกจะปล่อยก๊าซ CO2 น้อยลงราว 80% ระหว่างที่เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ทำงาน เมื่อเทียบกับรถบรรทุกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนทั่วไป และหากใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่รองรับเชื้อเพลิงชีวภาพอยู่แล้ว (ด้วยชิ้นส่วนจากมาห์เล) ร่วมกับเชื้อเพลิงหมุนเวียน เช่น ไบโอดีเซลขั้นสูง HVO100 รถบรรทุกคันนี้แทบจะไม่ปล่อยก๊าซ CO2 เลย

ระบบจัดการความร้อนที่ครอบคลุม ทั้งการระบายความร้อนช่วงอุณหภูมิสูง 48 kW และอุณหภูมิต่ำ 15 kW ช่วยให้เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ทำงานได้อย่างมั่นคง แม้ในสภาพการใช้งานหนัก

สำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน มาห์เลพัฒนาชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและต้นทุนดำเนินงาน เช่น ชุดเซลล์พลังงาน (Power Cell Unit หรือ PCU) รุ่นใหม่ที่ให้สมรรถนะสูงขึ้น อายุการใช้งานยาวนานขึ้น และมีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมถึงระบบจัดการน้ำมันเครื่องรุ่นใหม่ที่รวมตัวกรองน้ำมันเครื่อง ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำมัน วาล์วป้องกันน้ำมันล้น (Bypass valve) และฟังก์ชันเสริมอื่น ๆ ไว้ในชุดเดียว ช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความคุ้มค่า โดยลดต้นทุนวัสดุได้สูงสุดถึง 20% ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำเสื้อสูบ อีกทั้งยังลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ได้สูงสุด 50% และลดน้ำหนักได้มากถึง 25% นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยรวมได้อีกทางหนึ่ง ทั้งชุด PCU และโมดูลจัดการน้ำมันเครื่องนี้ยังนำไปใช้กับระบบขับเคลื่อนประเภทอื่นได้ด้วย และจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน IAA Transportation เช่นกัน

“เรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ของเราคือกุญแจสำคัญที่ทำให้การเติบโตของตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าไม่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานที่ยังพัฒนาตามไม่ทัน” มาร์โก วาร์ธ กล่าว “ต่อให้สถานีชาร์จเต็ม หรือต้องเปลี่ยนเส้นทางเพราะสภาพอากาศหรือการจราจรที่โครงสร้างพื้นฐานรองรับไม่ไหว ฟลีตรถทั่วไปอาจต้องจอดนิ่ง แต่รถบรรทุกไฟฟ้าที่มีเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์จะเดินทางต่อไปได้ ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่มีการใช้งานสูงสุด”

มอเตอร์ไฟฟ้า MCT สำหรับยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ – ไร้แร่หายาก น้ำหนักเบา ประสิทธิภาพสูงขึ้น

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เปิดตัวครั้งแรกของโลกในงาน IAA Transportation คือ MAHLE Contactless Transmitter (MCT) มอเตอร์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาสำหรับเพลาขับเคลื่อนไฟฟ้าของยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ มอเตอร์รุ่นนี้ไม่ใช้แม่เหล็กถาวร จึงไม่ต้องพึ่งแร่หายาก (Rare Earth Elements) เมื่อเทียบกับมอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (PMSM) ที่เป็นมาตรฐานทั่วไป มอเตอร์ไฟฟ้า MCT ประหยัดแม่เหล็กแรร์เอิร์ธได้สูงสุดถึง 3 กิโลกรัมต่อคัน จึงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง

มอเตอร์รุ่นใหม่นี้เบากว่าเดิม 10% และให้ประสิทธิภาพสูงกว่ามอเตอร์ที่ใช้แม่เหล็กถาวรในสภาพการขับขี่จริง จุดเด่นเมื่อเทียบกับมอเตอร์แบบแม่เหล็กถาวรคือประสิทธิภาพที่สูงกว่าตลอดขอบข่ายการทำงานที่กว้างกว่ามาก ครอบคลุมสถานการณ์ขับขี่ได้หลากหลาย มอเตอร์ไฟฟ้า MCT ให้กำลังสูงสุด 370 kW แรงบิดมากกว่า 900 นิวตันเมตร (Nm) ที่ 3,900 รอบต่อนาที (rpm) และมีประสิทธิภาพในวัฏจักร VECTO ซึ่งเป็นเครื่องมือจำลองของสหภาพยุโรปสำหรับวัดประสิทธิภาพเชื้อเพลิงของรถรุ่นใหม่ อยู่ที่ราว 95%

มาห์เลเดินหน้าเคียงข้างลูกค้า พร้อมเติบโตไปกับกระแสยานยนต์ไฟฟ้า

มาห์เลก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและการจัดการความร้อน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทนี้ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจและทุกสาขาการใช้งาน โดยเฉพาะธุรกิจยานยนต์เชิงพาณิชย์ กลุ่มบริษัทมีชิ้นส่วนและระบบสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกประเภท ตั้งแต่จักรยาน สกู๊ตเตอร์สองหรือสามล้อ ไปจนถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุก ในแต่ละปีมาห์เลจำหน่ายระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์เสริมราว 8 ล้านชุดให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งในกลุ่มการเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart mobility) และกลุ่มอื่น ๆ และในช่วงปี 2569-2572 จะมีแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 35 แพลตฟอร์มจากผู้ผลิตรถยนต์นั่งและรถบรรทุกชั้นนำที่เปิดตัวโดยใช้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ของมาห์เล

ในยุโรป เทคโนโลยีของมาห์เลอยู่ในรถบรรทุกไฟฟ้าแบตเตอรี่และรถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิงทุกคัน บริษัทครองตำแหน่งผู้นำตลาดด้านคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าสำหรับสภาพอากาศ (Electric climate compressors) และติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดปั๊มไฟฟ้าและพัดลมไฟฟ้า ส่วนในจีน มาห์เลกำลังร่วมมือกับผู้ผลิตรถบรรทุกทุกรายเพื่อขยายธุรกิจในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าเติบโตในภาคยานยนต์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในกลุ่มโมดูลจัดการความร้อน พัดลมไฟฟ้า กล่องเชื่อมต่อระบบชาร์จ แผ่นระบายความร้อนแบตเตอรี่ และมอเตอร์ลากจูง

ยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ของมาห์เล จุดแข็งของมาห์เลไม่ได้มีแค่เครือข่ายการพัฒนาและการผลิตที่ครอบคลุมทุกตลาดหลัก แต่ยังรวมถึงฐานลูกค้าที่กระจายตัวกว้างขวาง โดยร่วมมือกับลูกค้ามากกว่า 120 รายในภาคยานยนต์เชิงพาณิชย์และยานยนต์ออฟโรด และเติบโตโดดเด่นเป็นพิเศษในยุโรปและทวีปอเมริกา ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อธุรกิจยานยนต์เชิงพาณิชย์ในครึ่งแรกของปี 2569 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับธุรกิจรถยนต์นั่งส่วนบุคคล “เราคาดว่าผลิตภัณฑ์ยานยนต์เชิงพาณิชย์ของเราจะเติบโตแข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวมในช่วงห้าปีข้างหน้า” อาร์นด์ ฟรานซ์ กล่าว พร้อมระบุว่ามาห์เลมองเห็นศักยภาพการเติบโตสูงสุดในเอเชีย

ซีอีโอของมาห์เลยังกล่าวถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปที่ยังไม่สดใส การเปลี่ยนแปลงด้านภาษีศุลกากรที่ทำให้วางแผนธุรกิจได้ยาก และอุปสงค์ที่อ่อนแอในอเมริกาเหนือ ตลอดจนแรงกดดันด้านการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากสินค้านำเข้าของจีนในยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่

ต้องเร่งขยายการใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียน

เครื่องยนต์สันดาปภายในยังคงเป็นระบบขับเคลื่อนหลักของยานยนต์เชิงพาณิชย์ทั่วโลก และคาดว่าสัดส่วนจะลดลงเพียงเล็กน้อย จากราว 83% ในปัจจุบัน เหลือราว 73% ภายในปี 2578 ขณะที่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจะเติบโตต่อเนื่องแต่ยังคงมีบทบาทรอง

อาร์นด์ ฟรานซ์ อ้างอิงตัวเลขจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ว่า แม้การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นไปตามแผน แต่การปล่อยก๊าซ CO2 ของกลุ่มยานพาหนะแบบดั้งเดิมจะยังอยู่ในระดับเดียวกับปี 2553 “ดังนั้น จึงเป็นที่ชัดเจนว่านอกจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าแล้ว เรายังต้องเร่งเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงยั่งยืน เช่น HVO100 และ Bio-LNG อย่างมหาศาลด้วย”

ในสถานการณ์นี้ มาห์เลยังคงเป็นซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือด้านชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่งทางถนนได้เป็นอย่างมากเมื่อใช้ร่วมกับเชื้อเพลิงหมุนเวียน ในตลาดยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ มาห์เลติดอันดับ 1 ใน 5 ผู้จัดหาชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในในเกือบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ส่วนในกลุ่มชุดลูกสูบ โมดูลหล่อเย็น พัดลม Visco และระบบปรับอากาศ กลุ่มบริษัทติดอันดับ 1 ใน 3 หรือเป็นผู้นำตลาด

ปัจจุบันมีเชื้อเพลิงชีวภาพในปริมาณมากพร้อมใช้งาน ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ทันที โดยเฉพาะกับรถที่ใช้งานอยู่แล้ว ศูนย์ชีวมวลระดับโลกของมาห์เล (MAHLE Global Biomobility Center) ในบราซิลดำเนินงานมาแล้วสองปี เพื่อพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และการใช้งานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้กำลังดำเนินโครงการหลากหลาย ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์เชื้อเพลิงชีวภาพและเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงหลายประเภท (Multi-fuel engines) ไปจนถึงการพัฒนาวัสดุยั่งยืนรูปแบบใหม่ ๆ และการนำไปใช้งาน

มาห์เลยังมองว่าไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของภาคขนส่งทางถนน บริษัทจึงพยายามผลักดันโครงการเครื่องยนต์ไฮโดรเจนที่สำคัญที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

การใช้ไฮโดรเจนผลิตไฟฟ้าในเซลล์เชื้อเพลิงเป็นอีกเทคโนโลยีที่น่าจับตาสำหรับอนาคตของภาคยานยนต์เชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกัน ด้วยขนาดและโครงสร้างที่มีอยู่ ภาคส่วนนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไฮโดรเจนในอนาคต มาห์เลจึงเข้าร่วมโครงการพัฒนาสำคัญหลายโครงการทั้งในยุโรปและเอเชีย ซึ่งอาร์นด์ ฟรานซ์ กล่าวว่า “อนาคตของเศรษฐกิจไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากยานยนต์เชิงพาณิชย์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน เว้นแต่จะมีการอุดหนุนมหาศาลจากภาครัฐ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง” 

เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีนโยบายการเมืองที่มั่นคงและเชื่อถือได้

อาร์นด์ ฟรานซ์ ย้ำว่าความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจะแก้ไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยนโยบายการเมืองที่มั่นคงและเชื่อถือได้ควบคู่กันไป

สำหรับยุโรป ฟรานซ์เรียกร้องให้ทบทวนกฎระเบียบด้านการปล่อย CO₂ ของกลุ่มยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น และควรทำควบคู่ไปกับการทบทวนกฎระเบียบโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงทางเลือก (AFIR) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 โดยเป้าหมายควรทะเยอทะยานแต่ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด โครงสร้างพื้นฐาน และความเป็นไปได้ทางเทคนิคมากกว่านี้ “ความหลากหลายทางเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญ” ฟรานซ์กล่าว “ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ ไฮโดรเจน และเชื้อเพลิงหมุนเวียนสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ต้องถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อลดการปล่อย CO₂ และเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์ก็ควรได้รับการยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมในฐานะตัวช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า พร้อมถูกบรรจุไว้ในกฎระเบียบต่าง ๆ ด้วย”

ฟรานซ์เรียกร้องให้มีรากฐานที่มั่นคงและเชื่อถือได้สำหรับการขยายตัวของตลาดพลังงานทุกประเภท ทั้งโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟ สถานีเติมไฮโดรเจน และโซลูชันกักเก็บพลังงานที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำคัญเพื่อการใช้งานยานยนต์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เขากล่าวเสริมว่า การเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งเงินทุน และนโยบายอุตสาหกรรม และยุโรปควรหันมาใช้แนวทางแบบบูรณาการอย่างจริงจังมากขึ้น

“การเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งที่เป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศเป็นไปได้ทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงเศรษฐกิจ” ซีอีโอกล่าว พร้อมเสริมว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และลูกค้าร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ “ที่มาห์เล เราพร้อมสนับสนุนความหลากหลายทางเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญด้านระบบที่ครอบคลุม เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างจริงจัง รถบรรทุกแห่งอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีของมาห์เล!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ไม่มีความเห็นที่จะแสดง

ADIPEC 2024 bio-paraxylene EGAT Ending Plastic Pollution ENEOS Corporation GISTDA HONGHUA GROUP IC&C Day 2024 Itawani Lifelong learning Living Learning Platform Mitsubishi Corporation Neste PEA PET Suntory Thailand Digital Outlook WORLD CLASS DESTINATION DEVELOPMENT กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์5 ซันโทรี่ พลังงานแสงอาทิตย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น วันสิ่งแวดล้อม สดช. สภากาชาดไทย ห้องเรียนสีเขียว อินโดรามา เวนเจอร์ส อิวาตานิ ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ เชลล์ เชลล์แห่งประเทศไทย เนสท์เล่ (ไทย) เนสท์เล่ อินโดไชน่า เนสเต้ เอเนออส โซลาร์เซลล์