จีนกับอัตราโตของตลาดรถอีวี-สปีดยิ่งแรงหลังขึ้นเบอร์ 1 ของโลก

0
7373

 รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) เกิดขึ้นพร้อมคุณสมบัติเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ด้านการใช้พลังงาน โดยใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมัน ทำให้จีนและอีกหลายประเทศเลือกเป็นกลไกขับเคลื่อนแผนลดมลภาวะและลดการพึ่งพาน้ำมัน บวกกับเป้าหมายใช้เป็นสินค้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการจ้างงาน

            ยักษ์ใหญ่แดนมังกร ซึ่งมีบริษัทรัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือ ประเดิมการผลิตรถอีวี (EV) 2 ล้อ คือจักรยาน (e-Bike) และสกูเตอร์ จำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2541 โดยได้ดำเนินโครงการวิจัยรถอีวีประเภท 4 ล้อควบคู่กันไปด้วย ก่อนจะลงทุนใหญ่ครั้งแรก ด้วยการเปิดโครงการพัฒนา “รถพลังงานใหม่” (New Energy Vehicle : NEV) เมื่อปี 2550 ใช้งบ 2,000 ล้านหยวน (ประมาณ 9,200 ล้านบาท) และได้ส่งรถเอ็นอีวี (NEV) ล็อตแรกลงตลาดในปีเดียวกันรถเอ็นอีวีในความหมายของรัฐบาลจีน ประกอบด้วย

            1.รถยนต์ไฟฟ้า หรือ “รถอีวี” เต็มรูปแบบ (Battery Electric Vehicle : BEV) ปลอดไอเสีย สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากแหล่งพลังงานภายนอกได้

            2.รถไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV) ปล่อยไอเสียต่ำ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ (เบนซินหรือไม่ก็ดีเซล) ขนาดเล็ก สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากแหล่งพลังงานภายนอกได้

            3.รถพลังไฮโดรเจน หรือรถเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV) ปลอดไอเสีย ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen)

เจ้าแห่งแบตเตอรี่

            หลังลงทุนใหญ่ครั้งแรก จีนได้สานต่อด้วยการสนับสนุนเงินทุนพัฒนาเทคโนโลยีรถเอ็นอีวีหลายโครงการ รวมทั้งโครงการพัฒนารถบัสโดยสารหรือรถเมล์อีวี เรียกอีกชื่อว่ารถอีบัส (e-Bus) โครงการก่อสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้า และโครงการผลิตแบตเตอรี่สำหรับใช้กับรถเอ็นอีวี

            ทางการจีนอุดหนุนเงินทุนในโครงการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับใช้กับรถเอ็นอีวีไปแล้วหลายพันล้านหยวน เริ่มจากปี 2555 ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้จีนแซงเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขึ้นครองแชมป์ผลิตและขายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนมากที่สุดในโลกจากปี 2556 เป็นต้นมา   

            ปีที่แล้ว จีนครองอันดับ 1 ตลาดแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนด้วยยอดขาย 61% ของยอดขายทั่วโลก และปัจจุบัน บริษัทจีนติด 7 อันดับในทำเนียบบริษัทผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนมากที่สุดในโลก 10 อันดับแรก โดยบริษัท CATL รั้งอันดับ 2 และ BYD รั้งอันดับ 3 เป็นรองเฉพาะ Panasonic ของญี่ปุ่นเพียงบริษัทเดียว

            ส่วน “ปั๊มชาร์จ” หรือสถานีชาร์จไฟฟ้า ส่วนใหญ่รัฐบาลกลางของจีนก่อสร้างเอง โดยใช้งบในแผนล่าสุดถึงสิ้นปีหน้าจำนวน 2,500 ล้านหยวน (11,500 ล้านบาท) นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้ฝ่ายบริหารท้องถิ่นแต่ละมณฑลและภาคเอกชนร่วมก่อสร้างด้วย

            จำนวนปั๊มชาร์จ ทั้งปั๊มพื้นฐานและปั๊มชาร์จเร็ว (ไม่รวมเครื่องชาร์จขนาดเล็กตามสถานที่สาธารณะ) รวบรวมถึงสิ้นปีที่แล้ว มีประมาณ 330,000 แห่ง ขณะที่ทางการจีนตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10 ล้านแห่ง ภายในปี 2568 ส่วนเครื่องชาร์จประจำบ้านมีจำนวน 480,000 เครื่อง

ใช้แผนกระตุ้นกำลังซื้อ

          มาตรการขับเคลื่อนรถเอ็นอีวีที่สำคัญส่วนหนึ่งของจีน ได้แก่ แผนส่งเสริมการใช้รถเอ็นอีวี ซึ่งมีนโยบายหลัก ๆ คือ 1.ยกเว้นภาษีการค้า (Purchase Tax) 2.ให้สิทธิพิเศษในการขอป้ายทะเบียน 3.ช่วยเหลือด้านการเงิน

            ขณะที่หลายมณฑลและหลายเมืองให้สิทธิรถเอ็นอีวีวิ่งในเลนรถเมล์ และจัดสถานที่ให้จอดรถฟรี

            สำหรับการยกเว้นภาษีการค้าบังคับใช้ถึงสิ้นปี 2563 ส่วนสิทธิพิเศษในการขอป้ายทะเบียน คือเจ้าหน้าที่จะดำเนินการให้เร็วกว่าการขอป้ายทะเบียนรถใช้น้ำมัน  

            บางเมืองได้สิทธิขอป้ายทะเบียนฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เช่น นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งรถใช้น้ำมันต้องเสียค่าธรรมเนียมสูงถึงประมาณ 100,000 หยวน (460,000 บาท)

            ฝ่ายบริหารท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ รวมทั้งกรุงปักกิ่งและเมืองใหญ่อีกหลายเมือง ใช้นโยบายคิดค่าธรรมเนียมรถใช้น้ำมันสูงเพื่อจำกัดการซื้อรถ ซึ่งเป็นแนวทางลดมลภาวะจากไอเสียรถยนต์

จูงใจด้วยการ“แจกเงิน”

            ส่วนมาตรการช่วยเหลือการเงิน ดำเนินการโดยรัฐบาลกลางและฝ่ายบริหารท้องถิ่นหลายมณฑล โดยเริ่มให้เงินอุดหนุนฟรีแก่ผู้ซื้อรถเอ็นอีวีเมื่อปี 2552 ประมาณ 40-60% ของราคารถ

            ซึ่งรถอีวีเต็มรูปแบบ ได้รับเงินช่วยเหลือคันละ 60,000 หยวน (276,000 บาท) ส่วนรถไฮบริดปลั๊กอินได้รับคันละ 4,000-50,000 หยวน (18,500-230,000 บาท) ขึ้นอยู่กับระดับคุณภาพของรถ

            ต่อมามีการแก้ไขระเบียบเงินอุดหนุนหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุด ซึ่งมีผลบังคับใช้ถึงสิ้นปีหน้า กำหนดช่วยเหลือผู้ซื้อรถยนต์นั่งอีวีเต็มรูปแบบสูงสุดคันละ 22,000 หยวน (101,000 บาท) ส่วนรถไฮบริดปลั๊กอินได้รับสูงสุดคันละ 12,000 หยวน (55,000 บาท)

            ทั้งนี้ รถทั้ง 2 ประเภท ต้องมีพิสัยการวิ่งอย่างน้อย 250 กิโลเมตร จากการชาร์จไฟฟ้าเต็มความจุแบตเตอรี่ 1 ครั้ง จึงจะได้สิทธิรับเงินอุดหนุน และได้รับมากน้อยตามพิสัยการวิ่ง คือวิ่งได้ระยะทางไกล ก็ได้รับเงินอุดหนุนมากตามไปด้วย

งัด“เครดิต”มาบังคับ

            ระบบเครดิตรถเอ็นอีวี เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จีนนำออกมาใช้ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งใช้ควบคุมการปล่อยไอเสียไปในตัว เริ่มบังคับใช้ปีนี้เป็นต้นไป โดยกำหนดให้บริษัทยานยนต์ที่จำหน่ายรถใช้น้ำมันได้ปีละ 30,000 คันขึ้นไป ต้องมีเครดิตรถเอ็นอีวี 10% ของยอดขาย

            ส่วนปีหน้า เครดิตขยับขึ้นเป็น 12% เท่ากับว่า บริษัทที่จำหน่ายรถใช้น้ำมันได้ 100,000 คัน ต้องมีเครดิตรถเอ็นอีวี 12,000 เครดิต

            รถอีวีเต็มรูปแบบมีค่าเครดิตสูงสุดคันละ 6 เครดิต ส่วนรถไฮบริดปลั๊กอินมีค่าคันละ 2 เครดิต แต่รถทั้ง 2 ประเภท ต้องเป็นรุ่นที่วิ่งได้ระยะทางอย่างน้อย 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟเต็มความจุแบตเตอรี่ 1 ครั้ง และต้องทำความเร็วสูงสุดได้อย่างน้อย 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป

            เครดิตนี้สามารถทำได้ด้วยการผลิตรถเอ็นอีวีเอง หรือซื้อจากบริษัทที่ทำเครดิตได้เกินโควตาในแต่ละปี

            บริษัทที่ทำเครดิตได้ไม่ถึงเกณฑ์จะถูกลงโทษ โดยเจ้าหน้าที่จะชะลอการอนุมัติออกรถรุ่นใหม่ จนกว่าบริษัทจะหาเครดิตได้ตามเกณฑ์ ขณะบริษัทที่มียอดจำหน่ายสูง แต่ทำเครดิตได้ไม่ถึงเกณฑ์ อาจถูกลงโทษรุนแรงถึงขั้นถูกสั่งให้ยุติการผลิตรถใช้น้ำมันรุ่นต่อไป

ยอดขายโตต่อเนื่อง

            จากการส่งเสริมการผลิตและใช้รถเอ็นอีวีดังกล่าว ส่งผลให้จีนผงาดขึ้นเป็นผู้นำโลก โดยแย่งแชมป์ตลาดจำหน่ายรถเอ็นอีวีมากที่สุดในโลกมาจากสหรัฐได้เมื่อปี 2558 และครองตำแหน่งนี้มาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

            ทั้งนี้ ยักษ์ใหญ่แดนมังกรขึ้นแท่นแชมป์โลกรถเอ็นอีวีในปี 2558 ด้วยยอดขายภายในประเทศ 207,380 คัน ขณะที่สหรัฐตกไปอยู่อันดับ 2 ด้วยยอดขาย 113,870 คัน

            ส่วนปีที่แล้ว จีนรั้งอันดับ 1 โลก ด้วยยอดขาย 1,256,200 คัน คิดเป็น 8.1% ของยอดขายรถยนต์ทุกประเภทภายในประเทศ ซึ่งถือว่ายังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ แต่คิดเป็นอัตราส่วนมากถึง 56% ของยอดขายรถเอ็นอีวีทั่วโลก

            ขณะที่ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-เมษายน) สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน (China Association of Automobile Manufacturers) ระบุว่า ยอดขายรถเอ็นอีวีในจีนอยู่ที่ 359,800 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 59.8%

            นอกจากรถเอ็นอีวี ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งและรถขนาดเล็กประเภทอื่นแล้ว จีนยังครองอันดับ 1 โลกด้านยอดการผลิตและขายรถอีบัสด้วย โดยมียอดขายปีที่แล้ว 421,000 คัน คิดเป็น 99.05% ของยอดขายรถอีบัสทั่วโลก

ยึดเบอร์ 1 โลกแน่น

            ผู้ประกอบการรถเอ็นอีวีจีนส่วนใหญ่ มองกรณีทางการจีนมีแผนยุติโครงการอุดหนุนเงินแก่ผู้ซื้อสิ้นปีหน้าว่า จะส่งผลกระทบต่อยอดขายไม่มากนัก เนื่องจากตลาดยังอยู่ในช่วงขาขึ้น

            ทั้งนี้ ผลส่วนหนึ่งของการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล นอกจากผลักดันให้บริษัทต่างชาติเพิ่มน้ำหนักการผลิตรถเอ็นอีวีมากขึ้นแล้ว ยังทำให้บริษัทผลิตรถเอ็นอีวีสัญชาติจีนเกิดขึ้นมากถึงประมาณ 500 บริษัท และบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถเอ็นอีวีเกิดขึ้นหลายร้อยค่าย

            ส่วนยอดขายภายในประเทศ ทางการจีนคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 1.53 ล้านคัน และตั้งเป้าไว้ในปี 2568 จำนวน 7 ล้านคัน คิดเป็น 20% ของยอดขายรถยนต์ทุกประเภท

            ขณะที่สำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency) คาดว่า จีนจะครองแชมป์จำหน่ายรถเอ็นอีวีภายในประเทศมากที่สุดในโลกในปี 2583 คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของยอดขายทั่วโลก

            ผู้เขียนและเรียบเรียงบทความของวารสารพลังงานทางเลือก : โดยวรวุฒิ สารพันธ์

            (ที่ภาพจาก qz.com, greencarreports.com, ibtimes.co.uk)