SENA หนุนลูกบ้าน170หลังยื่นโซลาร์ภาคประชาชน ตั้งเป้ายอดขายด้านพลังงาน600ล้าน

0
1770

SENA เตรียมยื่นขอสิทธิ์ให้กับลูกบ้านเข้าร่วมโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน”  จำนวน 170 หลัง คิดเป็น 400 กิโลวัตต์ หลังกกพ.เปิดรับซื้อไฟส่วนเกินเข้าระบบ 100 เมกะวัตต์ สัญญา 10 ปี ราคา 1.68 บาทต่อหน่วยทำผู้บริโภคตื่นตัว รับประโยชน์คุ้ม 2 ต่อ ทั้งประหยัด และมีรายได้จากการขายไฟฟ้า เล็งขยายธุรกิจโซลาร์สู่ภาคเอกชนในรูปแบบ Private PPA ตอบสนองกลุ่มลูกค้าเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟ หวังลดต้นทุนการใช้พลังงานในการดำเนินธุรกิจ

            ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA  ผู้ดำเนินโครงการหมู่บ้านใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เต็มรูปแบบรายแรกของไทย เปิดเผยว่า ทางเสนา ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านที่อยู่อาศัย(โซลาร์รูฟท็อป)ทุกหลังในทุกโครงการโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ลูกบ้านประหยัดค่าไฟฟ้าแล้วยังมีโอกาสที่จะนำส่วนเกินที่เหลือจากการใช้ไฟขายเข้าระบบผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน  ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ร่วมกับ 2 การไฟฟ้า คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) ได้เปิดให้ยื่นสมัครเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.เป็นต้นไป  โดยบริษัทได้เตรียมพร้อมที่จะยื่นขอสิทธิ์ให้กับลูกบ้าน รวมทั้งหมด 6 โครงการ ประกอบด้วย โครงการเสนาพาร์ค แกรนด์ รามอินทรา, โครงการเสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา – วงแหวน, โครงการเสนาวิลล์ บรมราชชนนี สาย 5, โครงการเสนาแกรนด์ โฮม รังสิต ติวานนท์, โครงการเสนาช๊อปเฮ้าส์ พหลโยธิน คูคต และโครงการ เสนาช็อปเฮ้าส์ บางแค เฟส 1 และ เฟส 2 ซึ่งมั่นใจว่าจะมีจำนวนรายที่ยื่นสูงสุดกว่า 170 ราย คิดเป็นจำนวน 400 กิโลวัตต์

โครงการเสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา – วงแหวน

           “เสนาจะเป็นผู้ยื่นให้กับลูกบ้านแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกบ้าน ซึ่งเสนาถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ เจ้าเดียวที่ทำหมู่บ้านที่ติดโซลาร์ทุกหลังภายใต้การดำเนินงานติดตั้งโดยบริษัท เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัดที่มีการบริการแบบครบวงจร ปัจจุบันมีการติดตั้งให้กับบ้านทุกหลัง รวม 400 หลัง ประมาณ 1,000 กิโลวัตต์ ทางเราทำมานานตั้งแต่โครงการโซลาร์รูฟเสรีนำร่อง ครั้งนั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการติดตั้งแต่ยังไม่รับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบจนมาวันนี้มีโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่รัฐกำหนดไว้ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(พีดีพี 2018) ที่จะเปิดรับซื้อ10ปีแรก (ปี2562- 2571)ปีละ 100 เมกะวัตต์ ก็มีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นให้เกิดความคุ้มค่าการติดตั้งมากขึ้น แต่ต้องการให้รัฐบาลเพิ่มระยะเวลาการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจาก 10 ปี เป็น 25 ปี หรือตลอดอายุแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนติดตั้ง เนื่องจากอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่รัฐกำหนดให้นั้นต่ำเพียง 1.68 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ซี่งหากขายไฟเข้าระบบโดยไม่ใช้เองก็จะใช้เวลาประมาณ 12 ปีจึงจะคุ้มทน ในขณะที่ค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปปัจจุบันอยู่ที่ 40,000-50,000บาทต่อ 1 กิโลวัตต์”ผศ.ดร.เกษรากล่าว

            ทั้งนี้การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัยหรือโซลาร์รูฟท็อปนั้น  แม้ว่ารัฐจะไม่ซื้อไฟฟ้าเข้าระบบปัจจุบันก็เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคสนใจมากขึ้นต่อเนื่องอยู่แล้วโดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้คือ 1.คนสูงวัยและเด็ก 2.คนที่ทำงานอิสระหรือฟรีแลนซ์ 3.พนักงานประจำ(หยุดวันเสาร์ – อาทิตย์)  

              อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจาณาดูแล้ว กลุ่มที่มีความคุ้มค่าในการใช้โซลาร์จะเป็นกลุ่มที่ 1 และ 2 ทำให้ตอบโจทย์ของการติดตั้งแผงโซลาร์ที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้แล้วคุ้มค่าเพราะแสงอาทิตย์มีช่วงกลางวันทำให้เกิดการประหยัดค่าไฟ ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มที่คุ้มค่าในการขายไฟฟ้าให้กับรัฐ เนื่องจากกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้ไฟช่วงกลางวัน (วันธรรมดา) แต่เมื่อมีโซลาร์ภาคประชาชนที่รับซื้อไฟส่วนเกินเข้าระบบกลุ่มนี้จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด

              ขณะเดียวกันโซลาร์ภาคประชาชนยังมีส่วนสำคัญที่เข้ามาช่วงรอยต่อที่ระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่(Energy Storage System)ที่เป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในขั้นทดลองเรื่องของคุณภาพ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นโครงการนี้เข้ามา ทำให้เกิดความคุ้มค่ากับมากกว่าการผลิตไฟฟ้าแล้วไม่ได้ใช้   ซึ่งทางเสนาฯได้ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจด้านพลังงาน อยู่ระหว่างการศึกษาและแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อให้บริการกับลูกค้าให้ได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้นในอนาคต

            นอกจากนี้  ยังได้เตรียมรุกตลาดพลังงานมากขึ้น โดยบริษัทเสนาโซลาร์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด ได้มีการวางแผนและตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ไว้ 600 ล้านบาท รวมกำลังการติดตั้ง 24 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเข้าไปขยายตลาดในกลุ่มผู้ประกอบการ อาทิ โรงงาน คลังสินค้า  เป็นต้น รวมจำนวน 13 แห่ง  โดยเฉพาะการเข้าไปทำตลาดในรูปแบบของการจำหน่ายไฟฟ้าตรงให้กับผู้ประกอบการ หรือ Private PPA เป็นการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา และจำหน่ายไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน ให้กับผู้ประกอบการโดยตรง เนื่องจากช่วงเวลากลางวันเป็นช่วงเวลา การจำหน่ายไฟฟ้าที่มีราคาสูง (ON PEAK) ทำให้ต้นทุนการใช้พลังงานลดต่ำลง เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จะมีราคาที่ต่ำกว่า ราคาไฟฟ้าที่ซื้อจากระบบของการไฟฟ้า