บี.กริม เพาเวอร์สยายปีกธุรกิจโรงไฟฟ้าทั่วอาเซียน

ล่าสุดบริษัทอยู่ในระหว่างการเจรจาและสรุปรายละเอียดข้อตกลงในการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยกับองค์การทหารผ่านศึกและสหกรณ์การเกษตร ขนาดกำลังการผลิตรวม 36 เมกะวัตต์ รวมถึงกำลังเตรียมดำเนินการเพื่อเข้าประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firmจำนวน 300 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายในปีนี้

0
592

“บี.กริม เพาเวอร์”ชูความสำเร็จจากการรับรู้รายได้ครึ่งปีแรกทำสถิติสูงถึง15,615 ล้านบาท หรือเติบโต 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เผยเป็นผลจากการเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบ พร้อมด้วยอัตรากำไร EBITDA28% นั่งแท่นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เชื่อมั่นศักยภาพและความพร้อมของบริษัทฯ สามารถขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนตามเป้าที่วางไว้


นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้(มกราคม – มิถุนายน 2560) ว่า บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการจำนวน 15,615 ล้านบาท เพิ่มขึ้น15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมาจากการรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 5(ABP5) ในนิคมอุสาหกรรมอมตะนคร และการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าบี.กริม เพาเวอร์ ดับบลิวเอชเอ 1(BPWHA1) ในนิคมอุสาหกรรมเหมราช ซึ่งทั้ง 2 โครงการเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 และ 1 พฤศจิกายน 2559 ตามลำดับซึ่งสัดส่วนของรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. 62% และลูกค้าอุตสาหกรรมในไทย 29%ส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 4,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในขณะที่ EBITDA margin เพิ่มขึ้นเป็น 28%โดยมีสาเหตุหลักมาจากประสิทธิภาพที่สูงขึ้นของโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆของกลุ่มบริษัทฯที่ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์กำไรสุทธิปรับปรุง1,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรสุทธิปรับปรุงส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่จำนวน874 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการดำเนินงาน

“ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปีนี้เติบโตเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าใหม่ที่เปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์นั้นค่อนข้างดีมากการบริหารจัดการต้นทุนของโรงไฟฟ้า รวมถึงการลดต้นทุนทางการเงินของบริษัท โดยการออกหุ้นกู้โครงการโรงไฟฟ้ามูลค่า 11,500 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดนั้น ได้นำไปชำระหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินของกลุ่มบริษัทที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า”

นอกจากนี้เงินที่ได้จากการระดมทุนจาก IPO ที่ผ่านมากว่า 11,000 ล้านบาท ยังทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 1.6 เท่าตามที่ได้ประมาณการไว้ ส่งผลให้บริษัทมีความพร้อมสำหรับการหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมจากธนาคารสำหรับการลงทุนในอนาคต อีกทั้งยังมีแผนที่จะเตรียมออกหุ้นกู้โครงการอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2560 ต่อปี 2561 สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการมา 2-3 ปีแล้ว เพื่อลดต้นทุนทางการเงินของโครงการให้อยู่ในระดับเดียวกับหุ้นกู้โครงการที่บริษัทเคยออกในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มความสามารถในการทำกำไรสุทธิในอนาคตได้

นางปรียนาถกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าสานต่อตามแผนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าที่วางไว้ โดยมีโครงการโรงไฟฟ้าที่เพิ่งเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปเมื่อเร็วๆ นี้ คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเซน้ำน้อย 2 และเซกะตำ 1 (XXHP) ซึ่งเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ ที่ สปป.ลาว ไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา และจากผลการทดสอบประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้านั้นก็ได้ค่าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้คาดว่าจะได้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 20% และบริษัทยังมีความคืบหน้าในการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าแบบ SPP อีก 3 โครงการ ขนาดกำลังผลิตรวม 399 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ตามแผนที่วางไว้ โดยจะสร้างแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2561 ตรงตามกำหนดทุกโครงการ

นอกจากนี้บริษัทยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดบริษัทอยู่ในระหว่างการเจรจาและสรุปรายละเอียดข้อตกลงในการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยกับองค์การทหารผ่านศึกและสหกรณ์การเกษตร ขนาดกำลังการผลิตรวม 36 เมกะวัตต์ รวมถึงกำลังเตรียมดำเนินการเพื่อเข้าประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firmจำนวน 300 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายในปีนี้ ด้านโครงการโรงไฟฟ้าที่ต่างประเทศนั้นบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาและสรุปรายละเอียดข้อตกลงในการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศมาเลเซีย ขนาดกำลังการผลิต 180 เมกะวัตต์ รวมทั้งอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้

ปัจจุบัน บริษัท ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าจำนวนทั้งสิ้น 44 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,431 เมกะวัตต์ โดยมีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วรวมทั้งสิ้น 30 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,646 เมกะวัตต์ และมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและอยู่ระหว่างการพัฒนา 14 โครงการ มีกำลังการผลิตติตตั้งรวม 785 เมกะวัตต์