กฟผ.ขอผลิตพลังงานทดแทนเพิ่มรับแผน AEDP 2015

0
740

กฟผ. ยืนยันสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทน เตรียมการรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานทดแทนตามแผน AEDP 2015 เพื่อให้มีผลกระทบด้านความเสถียรและเป็นภาระค่าไฟฟ้ากับประชาชนน้อยที่สุดขอเพิ่มสัดส่วนที่ กฟผ. รับผิดชอบจากเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์


นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงบทบาทของ กฟผ. ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (AEDP 2015) ว่า แผน AEDP 2015 ตั้งเป้าให้ไทยมีกำลังผลิตจากพลังงานทดแทนประมาณ 19,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น กฟผ. ซึ่งมีหน้าที่รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ จึงต้องดูแลให้การเพิ่มเข้าสู่ระบบของพลังงานทดแทนในปริมาณมากเช่นนี้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของพลังงานทดแทนในขณะที่เทคโนโลยีการผลิตยังไม่เสถียร ทำให้จำเป็นต้องมีการเตรียมการรองรับที่ดี

ผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากจะมีการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนในปริมาณมากและยังไม่มีความเสถียรแล้ว ปัจจุบันยังมีผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่ยังคงพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งลักษณะนี้เริ่มมีมากขึ้น ทำให้ระบบไฟฟ้าต้องเตรียมกำลังผลิตเพื่อสำรองไฟฟ้าเผื่อไว้ให้ตลอด 24 ชั่วโมง อันจะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวม

นอกจากนั้น ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยเป็นระบบสะท้อนต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นทั้งระบบและเป็นระบบประกันการลงทุน จึงมีการจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) เสมือนการจ่ายค่าเช่าเครื่องตลอดอายุโรงไฟฟ้าประมาณ 25 ปี ซึ่งเป็นการเฉลี่ยมูลค่าการลงทุนไป 25 ปี ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายค่าลงทุนในอนาคตร่วมกันด้วย การมีผู้เดินออกจากระบบไปผลิตไฟฟ้าใช้เอง จึงเท่ากับทิ้งภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบในอนาคตไว้ให้กับคนที่ยังอยู่ในระบบอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรปเช่นกัน ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวต่างจากหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ระบบตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (Power Pool) เป็นการแข่งขันด้านราคาที่ประชาชนมีสิทธิเลือกซื้อ เมื่อพลังงานทดแทนที่ได้รับการอุดหนุนเข้ามาในระบบ จะทำให้โรงไฟฟ้าในระบบเดิมต้องลดการผลิต มีผลให้ต้นทุนต่อหน่วยผลิตสูงขึ้น ผู้ประกอบการก็จะขึ้นราคาเพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ ทำให้ปัจจุบันค่าไฟฟ้าในระบบ Power Pool สูงมากถึง 5–13 บาท และบางประเทศมีการจัดเก็บภาษีเพิ่มกับผู้ที่ออกจากระบบไปผลิตไฟฟ้าใช้เอง

ในส่วนของ กฟผ. ที่เป็นกลไกหนึ่งของภาครัฐที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศผ่านการให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนแผน AEDP 2015 โดยได้รับการจัดสรรให้เป็นกำลังผลิตของรัฐ ไม่ต้องแข่งขันกับเอกชน เพื่อดูแลความมั่นคงและถ่วงดุลด้านราคาค่าไฟฟ้า ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแผนพลังงานทดแทนขององค์กรและจัดทำรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ให้ชัดเจน ก่อนนำเสนอต่อกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณาขอเพิ่มสัดส่วนที่ กฟผ. รับผิดชอบในแผน AEDP 2015 จากเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นเพียงประมาณ 10% ของแผน AEDP 2015 เท่านั้น และเป็นสัดส่วนที่ กฟผ. ศึกษาแล้วว่ามีศักยภาพสามารถดำเนินการได้ ที่สำคัญแต่ละโครงการของ กฟผ. ที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากรัฐบาล จะได้รับอัตราค่าไฟฟ้าถูกกว่าหรือเท่ากับราคาที่ประกาศรับซื้อจากภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังจะใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ใช้โซลาร์เซลล์แบบลอยน้ำ ที่ช่วยลดอุณหภูมิของแผง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกร้อยละ 10 ใช้พลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่ช่วยให้เกิดความเสถียรมากขึ้น รวมทั้งนำระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เข้ามาช่วยเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า

แต่เดิมโรงไฟฟ้าฟอสซิลเป็นโรงไฟฟ้าที่ช่วยรองรับความไม่เสถียรของพลังงานทดแทน แต่เมื่อมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามามากขึ้น จะเกิดปัญหาระบบขาดพลังงานไฟฟ้าอย่างทันทีในช่วงแสงอาทิตย์หมด กล่าวคือ ทำให้กราฟการใช้ไฟฟ้ารายวันเปลี่ยนจากรูปหลังอูฐเป็นรูปหลังเป็ด (Duck Curve)* จำนวนโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่มีอยู่อาจมีสมรรถนะไม่พอที่จะรองรับความไม่เสถียรช่วงนี้ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องติดตั้ง Battery Storage ช่วยเสริมระบบ

“ที่กล่าวมาเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ กฟผ. เสนอปรับแผน PDP ใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับการพัฒนาพลังงานทดแทนเข้ามาในระบบให้ได้มากขึ้น โดยไม่เกิดปัญหาความไม่เสถียรของระบบ และ กฟผ. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับการมีพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น โดยในส่วนการพัฒนาพลังงานทดแทนของ กฟผ. ได้มุ่งให้เกิดเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ รองรับนโยบายพลังงาน 4.0 และสอดคล้องกับทิศทางพลังงานโลกในอนาคต” ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าว

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี (ซ้าย) นายพฤหัส วงศ์ธเนศ (ขวา)

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวในงานสัมมนาสื่อมวลชน “นวัตกรรม กฟผ.4.0” ว่า การดำเนินงานเพื่อรองรับ Energy 4.0 ทางผู้ว่าการ กฟผ.มุ่งมั่นที่จะพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะนี้มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำหนดแล้วเสร็จระหว่างปี 2561 – 2564 เช่น โครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ กฟผ. ที่โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ อ่างเก็บน้ำห้วยเป็ด และอ่างเก็บน้ำห้วยทราย โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง รวมถึงมีโครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนดินในพื้นที่ กฟผ. ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงจอมบึง จ.ราชบุรี สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 จ.มุกดาหาร และเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง

นายสหรัฐกล่าวต่อว่า โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลของ กฟผ. ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของโครงการต้นแบบ ให้ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาความร่วมมือด้านการทดลองปลูกพืชพลังงานและจัดหาเชื้อเพลิงชีวมวลเพื่อป้อนโรงไฟฟ้า โดยให้ท้องถิ่นได้รับผลประโยชน์ที่เป็นธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้า ทั้งนี้คาดว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบของ กฟผ.จะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ในปี 2563

นายพฤหัส วงศ์ธเนศ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. กล่าวว่า ในอนาคตระบบกักเก็บพลังงานจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้พลังงานทดแทนมีเสถียรภาพ โดยมีหลักการสำคัญที่ กฟผ.ใช้พิจารณานำระบบกักเก็บพลังงานมาใช้คือ สามารถกักเก็บพลังงานได้ปริมาณมากและจ่ายไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพ และมีอายุการใช้งานยาวนาน นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีแผนการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ในระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. ในอนาคต เพื่อควบคุมความผันผวน ของความถี่และแรงดันในระบบส่งจากการนำพลังงานทดแทนเข้าสู่ระบบ รวมถึงช่วยลดความสูญเสียในระบบส่งไฟฟ้า