ไทยตั้งเป้าเป็น HUB ด้านพลังงานของอาเซียน

0
469

JGSEE หรือศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม มจธ. ชี้ไทยตั้งเป้าเป็น HUB ด้านพลังงานของอาเซียน เน้นพัฒนาฐานนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานขยายสู่อาเซียนในอนาคต ย้ำการประชุมนานาชาติด้านพลังงานที่ผ่านมาต่างชาติให้ความสนใจงานวิจัยไทยมากขึ้น

20161220-pr013
รศ.ดร.บัณฑิต ฟุ้งธรรมสาร

จากสถานการณ์พลังงานที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วโลกมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ด้านพลังงานที่เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ประเทศไทยก็เช่นกัน
รศ.ดร.บัณฑิต ฟุ้งธรรมสาร รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวในการประชุม 6th International Conference on Sustainable Energy and Environment) หรือ SEE 2016 ว่าสถานการณ์ด้านพลังงานของโลกมีแรงขับเคลื่อนหลายอย่าง ปัจจัยหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ซึ่งปัจจุบันเป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกันระหว่างทั่วโลกนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น และประเทศไทยเองตั้งเป้าว่า จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 ซึ่งแนวโน้มปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถทำได้ เพราะไทยมีแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี และแผนพลังงานทดแทนซึ่งขณะนี้กำลังก้าวไปในทิศทางที่เหมาะสม

“โดยเฉลี่ยของโลกและประเทศไทย ในภาคการผลิตและการใช้พลังงานมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 70% ดังนั้นหากจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องเริ่มที่ภาคพลังงานเป็นอันดับแรก อีกสิ่งที่สำคัญและมีผลกระทบกับโลกรวมถึงประเทศไทยคือ Green disruption หรือเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ราคาของโซล่าเซลล์ลดลงมาก ยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจน IoT หรือ Internet of Things สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาอย่างรวดเร็ว และทำให้ตลาดและโครงสร้างพื้นฐานเรื่องพลังงานเปลี่ยนไป ทุกภาคส่วนต้องเตรียมตั้งรับ ทางกระทรวงพลังงานก็เตรียมพร้อมเรื่องการใช้ Smart Grid ระบบเก็บพลังงานที่รองรับการใช้พลังงานหมุนเวียน และการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกมหาวิทยาลัยและ มจธ. เองทำได้เลยเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงคือการพัฒนากำลังคนที่จะตอบสนองหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาประเทศต่อไป”

20161220-pr015

ทางด้าน รศ.ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม มจธ. กล่าวเสริมว่านอกจาก มจธ. จะให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษาวิจัยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงพลังงานและสร้างกำลังคนแล้ว นับว่ายังไม่เพียงพอ เพราะการที่จะแก้ปัญหาและตั้งรับอย่างเท่าทันสถานการณ์พลังงานโลกได้นั้นต้องมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสถานการณ์ร่วมกัน

20161220-pr012

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา JGSEE และมหาวิทยาลัยเกียวโตได้ร่วมกันจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 หรือ SEE 2016 ในหัวข้อหลักเรื่อง “พลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การสร้างนวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม และยังจัดร่วมกับการประชุมนานาชาติด้านนวัตกรรมเขียวและความยั่งยืน ครั้งที่ 6 (6th International Conference on Green and Sustainable Innovation) หรือ ICGSI 2016 และการประชุมวิชาการนานาชาติด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านภูมิอากาศ ครั้งที่ 1

20161220-pr0155

“งานประชุม SEE 2016 ปีนี้เน้นเรื่องของนวัตกรรมซึ่งมีชาวต่างชาติให้ความสนใจเข้าร่วมประชุมจำนวนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา แสดงให้เห็นศักยภาพของงานวิจัยไทยว่ามีคุณภาพเป็นที่ยอมรับและต่างชาติสามารถมาเรียนรู้จากเราได้เช่นกัน นอกจากนั้นในการประชุมมีการหารือนวัตกรรมสำหรับอาเซียน เพื่อตั้งรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในอาเซียน สถานการณ์พลังงานในอาเซียน และจะขยับไปสู่ความเป็น Sustainability ในที่สุด กว่า 10 ปีที่เราจัดประชุม SEE มาสังเกตได้ว่า ประเทศไทยขยับเข้าหาอาเซียนมากขึ้น เราพยายามเป็นศูนย์กลางเพื่อเป็น HUB ของอาเซียน และสร้างเทคโนโลยีที่จะสามารถขยายไปสู่อาเซียนได้นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน” รศ.ดร.สิรินทรเทพกล่าว