SPCG จับมือ 3 พันธมิตรฯ “PEA ENCOM-MUL-KYOCERA” พัฒนาธุรกิจโซลาร์รูฟในไทย

0
1909

SPCG จับมือ 3 พันธมิตรฯ  “PEA ENCOM-MUL-KYOCERA”  ร่วมพัฒนาธุรกิจโซลาร์รูฟในไทย เฟสแรกมุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมสัญชาติญี่ปุ่น หนุนลูกค้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 100 ราย ประมาณ 50 MW ภายในสิ้นปีนี้ มั่นใจการผลิตไฟฟ้าใช้เองจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ลดภาระโลกร้อนได้อีกด้วย และยังสร้างความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศไทย

                วันที่ 22 ก.ค.62 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG , Mr.Koji Nemoto ,Managing Executive Officer, Mitsubishi UFJ Lease & Finance Company Limitedหรือ MUL ,นายเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชารักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ PEA ENCOM และ Mr. Masaki Tamagawa, General Manager Sales Division Corporate Solar Energy Group, KYOCERA Corporation, Japan หรือ KYOCERA ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสการลงทุนด้านธุรกิจโซลาร์รูฟในประเทศไทย ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ

                ดร.วันดีกล่าวว่า เนื่องจาก SPCG ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบโซลาร์ฟาร์ม และ โซลาร์รูฟรายแรกของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน ได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอนาคตอันใกล้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) เพื่อสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเกิดความเชื่อมั่นและมองเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาและขยายฐานธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) จึงได้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้ โดยทุกฝ่ายได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและความสามารถของแต่ละหน่วยงาน ที่มีความเหมาะสมกับโครงการดังกล่าวซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้เป็นการร่วมทุนแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture)”

                “ส่วนการร่วมมือในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) ครั้งนี้ จะเน้นไปที่ลูกค้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม (Industrial) เป็นหลัก เนื่องจากในแต่ละวันโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ทำให้การลดต้นทุนด้านค่าไฟฟ้าของโรงงานอุตสาหกรรมกลายเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่หลายๆโรงงานกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) นั้น จะเข้ามามีส่วนในการช่วยเหลือโรงงานอุตสาหกรรมทั้งในเชิงการผลิตและการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้เป็นอย่างมาก สามารถนำพลังงานที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์ มาใช้เป็นพลังงานหลักในเวลากลางวันได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น โดยแต่ละโรงงานมีพื้นที่บนหลังคาอย่างต่ำ 10,000 ตารางเมตร และยังมีส่วนช่วยเหลือในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Co2 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อนอีกด้วย จึงเชื่อมั่นว่าระบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) นั้นจะได้รับความนิยมแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นต่อไป”

                ดร.วันดี กล่าวว่าการร่วมธุรกิจในครั้งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัท ซึ่งหน้าที่หลักของเราคือการแสวงหาประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า และบริการลูกค้าแบบ one stop service ตั้งแต่เริ่มติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) ไปจนถึงการดูแลสนับสนุนลูกค้าภายหลังจากการติดตั้ง รวมไปถึงการให้บริการหลังการขายสำหรับลูกค้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการทำงานและการบำรุงรักษาของระบบพลังงานมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยภายในสิ้นปีนี้น่าจะติดตั้ง Solar Roof  ให้ลูกได้อย่างน้อย 100 ราย ประมาณ 50 เมกกะวัตต์ (MW)

                Mr. Koji Nemoto, Managing Executive Officer, Mitsubishi UFJ Lease & Finance Company Limited หรือ MUL กล่าวว่า MULเป็นบริษัทการเงินใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญในด้าน สิ่งแวดล้อมและพลังงานเป็นอันต้นๆดำเนินการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นโดยมีขนาดรวมประมาณ 400 เมกะวัตต์ ซึ่งจากที่ได้ทำการศึกษาโครงการบวกกับฐานลูกค้าของเราที่มีอยู่ในประเทศไทยจึงได้ตัดสินร่วมมือกับ SPCG, PEAENCOM และ KYOCERAโดยได้มองเห็นถึงจุดแข็งของแต่ละบริษัทที่มีในประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดพลังงานทดแทนที่เรามีฐานลูกค้าอยู่

                “MUL คิดว่าการรวมความรู้และความสามารถของทั้ง 4 บริษัท ทำให้เราสามารถให้บริการที่มีคุณภาพและรวดเร็วแก่ลูกค้าได้ และกลายเป็นบริษัทชั้นนำในตลาด PPA ของประเทศไทย ส่วนเป้าหมายเริ่มแรกของเราคือตั้งเป้าการบริการให้ได้จำนวน 100 MW ซึ่งบทบาทของเราจะเป็นการช่วยระดมทุนและพัฒนาธุรกิจซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา”

                นายเขมรัตน์ ศาสตร์ปรีชา รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ PEA ENCOM กล่าวว่าการร่วมพัฒนาธุรกิจในครั้งนี้ ถือเป็นการนำศักยภาพของทั้ง 4 บริษัทมาพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บนหลังคา โดย PEA ENCOM มีแผนดำเนินการด้านการลงทุนดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้าที่มีความเชื่อถือในภาพลักษณ์ของ PEA ENCOM ที่เป็นบริษัทในเครือของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในด้านความมั่นคง ความน่าเชื่อถือและมาตรฐานและความปลอดภัยด้านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บนหลังคามากกว่า 10 MWp

                อย่างไรก็ตาม การร่วมพัฒนาธุรกิจในครั้งนี้ในระยะแรกจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าหรือนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งทุกท่านคงทราบดีว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยใน 20 กว่าปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งได้ถูกขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น

                “พันธมิตรของเราล้วนมีความชำนาญที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้ง MUL ซึ่งเป็นสถาบันการเงินอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น และ KYOCERA ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปีและอีกหนึ่งพันธมิตรของเรา คือ SPCG ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่มุ่งเน้นด้านการลงทุนระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์รายแรกๆ ของประเทศไทย ที่ทำให้เกิดการตื่นตัวของนักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในด้านการลงทุนระบบผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บนหลังคาเป็นอย่างมากจนถึงปัจจุบัน สุดท้ายนี้ การร่วมพัฒนาธุรกิจของทั้ง 4 บริษัทในครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันและกระตุ้นการส่งเสริมการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์บนหลังคาซึ่งเป็นพลังงานสะอาดในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้นและยั่งยืนต่อไป” นายเขมรัตน์กล่าว

                ด้าน Mr. Masaki Tamagawa, General Manager Sales Division Corporate Solar Energy Group, KYOCERA Corporation, Japan หรือ KYOCERA กล่าวว่า เนื่องจากเราเป็นผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับโลกเราจะมีหน้าจัดหาและสนับสนุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีคุณภาพสูง และเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งการร่วมพัฒนาธุรกิจในครั้งนี้ ทุกบริษัทล้วนแล้วแต่มีจุดแข็งและความสามารถในด้านที่ต่างกันออกไป ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดี

                ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU)ในครั้งนี้ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG จะมีหน้าที่ในการให้บริการในลักษณะวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (EPC) ดูแลและบำรุงรักษา (O&M) การทำธุรกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมไปถึงการดูแลและการให้บริการหลังการติดตั้งMitsubishi UFJ Lease & Finance Company Limited หรือ MULจะมีหน้าที่ในการให้คำแนะนำและคำปรึกษา ทั้งด้านการดำเนินงานและการเงิน รวมถึงการให้ข้อมูลต่างๆ จากประสบการณ์ในการทำธุรกรรมซื้อขายไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในด้านของ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ PEA ENCOM ที่จะเข้ามามีบทบาทในด้านการสนับสนุนใบอนุญาตและการอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดแก่โครงการดังกล่าวและ KYOCERA ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปีจะเข้ามาสนับสนุนในส่วนของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับโลก

                โดยการร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการร่วมทุนแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) และจัดตั้งบริษัทใหม่สัดส่วนการถือหุ้นแบ่งเป็น SPCG Public Company Limited (SPCG) ร้อยละ 35, Mitsubishi UFJ Lease & Finance Company Limited (MUL) ร้อยละ 35, Pea Encom International Co., Ltd.(PEA ENCOM)ร้อยละ 20 และKyocera Corporation, Japan (KYOCERA) ร้อยละ 10ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) จะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมกันภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562

                ดร.วันดีกล่าวว่า นโยบายของบริษัทในการลงทุนโครงการต่างๆจะมุ่งเน้นการลงทุนระยะยาวและมีความมั่นคงสูง ซึ่งการลงทุนในประเทศมีปัจจัยสำคัญหลายด้าน ซึ่งบริษัทฯเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีและมีความเข้มแข็งเป็นสิ่งสำคัญ โดยบริษัทฯมุ่งมั่นที่จะแสวงหาโอกาสและทางเลือกการลงทุนด้านพลังงานทดแทนทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป เพื่อสร้างการเติบโต ขยายฐานธุรกิจและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นอีกด้วยซึ่งการลงทุนด้านพลังงานทดแทนยังมีส่วนในการช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมมือกัน ที่สำคัญเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะช่วยความมั่นคงพลังงานประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน