กกพ.-มจธ.รับฟังความคิดเห็นธุรกิจสถานีชาร์จรองรับ EV

0
1232

วันนี้ (30 สิงหาคม 2561) มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จัดงานเสวนา “การศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจหลากหลายของการประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV)”  ณ  ห้องประชุมสุรศักดิ์ 1 โรงแรม Eastin Grand Sathorn เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

                นางสาววิไลพร ลิ่วเกษมศานต์ กรรมการ กกพ.กล่าวว่า  กกพ.พร้อมส่งเสริมให้มีการลดการใช้พลังงานในภาคขนส่งตามนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งประเภทรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่าง BEV รวมทั้งไปถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้าหรือสถานีรถยนต์ไฟฟ้า จึงได้ร่วมกับคลัสเตอร์วิจัยด้านยานยนต์ของ มจธ.วิจัยรูปแบบการดำเนินธุรกิจหลากหลายของการประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จึงต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องจากการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ประมาณ 300 คน

                “วันนี้ EV ไม่ใช่เรื่องของอนาคต  แต่เป็นเรื่องของวันนี้  เดี่ยวนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกถึง 3 ล้านคัน และหลายประเทศก็มีเป้าหมายชัดเจนที่สนับสนุนให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในปีไหน เช่น เช่น ประเทศเยอรมันนี  ญี่ปุ่นจะยุติการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลในปี  ค.ศ. 2030  อังกฤษและฝรั่งเศสยุติจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในปี ค.ศ.2040  นอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลกได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะยุติจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในปี ค.ศ.2025”

                นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) บรรยายพิเศษหัวข้อ “การส่งเสริมการลงทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจสถานีอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทย” ว่า นโยบายการส่งเสริมการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งถึงปัจจุบันบีโอไอพิจารณาอนุมัติไปแล้ว 5 ราย เช่น ค่ายรถ BENZ, BMW และอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติอีก 4 ราย เช่น บริษัท FOMM (Asia) Co., Ltd., Mazda และบริษัท เซี่ยงไฮ้ มอเตอร์ออโตโมบิล จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์เอ็มจี  ฯลฯ  โดยผู้ประกอบการที่จะขอสิทธิพิเศษการลงทุนผลิต BEV และ PHEV ต้องยื่นขอภายในสิ้นปี 2561 นี้  ซึ่ง BEV จะได้สิทธิพิเศษในการลงทุนมากกว่า HEV และ PHEV เนื่องจากมีระดับเทคโนโลยีการใช้ไฟฟ้ามากกว่า เช่น การได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5-8 ปี (บวกอีก 1 ปี/ชิ้น กรณีผลิตชิ้นส่วนสำคัญมาก 1 ชิ้น รวมแล้วไม่เกิน 10 ปี โดยต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี)

ส่วนสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่จะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคนั้นถือว่าไม่ค่อยมีบริษัทเอกชนมาขอส่งเสริมการลงทุน ส่วนหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเองมีการเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้าแล้วหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงพลังงาน,  บมจ.ปตท., การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

รถยนต์ไฟฟ้าที่มาโชว์หน้าโรงแรม Eastin Grand Sathorn

ขณะที่ชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าบีโอไอมีแนวทางส่งเสริมการลงทุน เช่น 1.จะต้องมีเทคโนโลยีหลัก  อาทิ Battery, Traction Motor, BMS, DCU 2.สร้าง Supply Chain ที่เข้มแข็งในประเทศ เช่น บังคับให้ผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนสำคัญอย่างน้อย 1 ชิ้นในโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า, ให้สิทธิเพิ่มกรณีผลิตหรือใช้เร็ว/หรือจำนวนมากกว่า 1 ชิ้น  และเปิดประเภทให้ส่งเสริมการลงทุนเฉพาะชิ้นส่วนเพิ่มเติม โดยจะยกเว้นภาษีเงินได้ถึง 2 ปี