กฟผ.ประสาน ปตท.กระทรวงพลังงาน รับมือหยุดจ่ายก๊าซจากเมียนมา

0
412

กฟผ.ประสาน ปตท. เตรียมพร้อม ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas : LNG) นำเข้า เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ช่วงเดือนเม.ย.2561 ทดแทนก๊าซธรรมชาติ จากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่จะหายไปจากระบบ จากการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซยาดานา เยตากุน และซอติก้า  โดยมั่นใจไม่มีไฟฟ้าดับ แต่จะมีผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า ที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาก LNGนำเข้ามีราคาตามสัญญาโดยเฉลี่ยแพงกว่าก๊าซจากเมียนมา

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy news center – ENC) รายงานว่า  ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ประสานงานกับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และได้แจ้งรายงานให้กระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล รับทราบถึงมาตรการในการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือแผนการหยุดซ่อมบำรุงรักษาแหล่งก๊าซธรรมชาติ ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา  ประจำปี 2561 ที่ผู้ผลิตได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วดังนี้

ช่วงวันที่ 13-17 เม.ย. 2561 รวม 5 วัน  ปิดซ่อมแหล่งก๊าซยาดานาและเยตากุน

วันที่ 14 เม.ย. 2561 ปิดซ่อมแหล่งก๊าซซอติก้า เพิ่มอีก1 แหล่ง ทำให้ก๊าซจากเมียนมา หยุดจ่ายก๊าซทั้งหมด คือ แหล่งยาดานา เยตากุนและซอติก้า

และวันที่ 15-23 เม.ย.  2561 ปิดซ่อมเฉพาะแหล่งเยตากุน รวม 9 วัน

แหล่งข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า  ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา ที่หายไปจากระบบอันเนื่องมาจากการหยุดซ่อมบำรุงอุปกรณ์ในแหล่งผลิตก๊าซ ทั้ง3 แหล่ง คือ ยาดานา เยตากุน และซอติก้า ที่เป็นแผนซ่อมบำรุงประจำปี 2561 นั้น จะกระทบต่อโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตกของไทย ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาเป็นเชื้อเพลิง  เช่น โรงไฟฟ้าราชบุรีเพาเวอร์ โรงไฟฟ้าราชบุรี และโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ โดยเฉพาะในวันที่ 14 เม.ย. 2561 นี้ ช่วงเวลา 24.00น.ถึง 06.00น.ที่ก๊าซฯ จากทั้ง 3 แหล่งจะต้องหยุดจ่ายก๊าซพร้อมกัน  โดย กฟผ.ได้ประสานงานร่วมกับ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซฯ ตามสัญญา เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับการหยุดจ่ายก๊าซฯ ดังกล่าวแล้ว  โดย ปตท.จะเรียกก๊าซฯจากผู้ผลิตในอ่าวไทยเพิ่มเกินกว่าสัญญา และส่วนหนึ่งได้จัดเตรียม LNG มาใช้ทดแทน นอกเหนือจากการเตรียมน้ำมันเตาและดีเซล อย่างเพียงพอ  จึงมีความมั่นใจว่า  การหยุดจ่ายก๊าซจากเมียนมา ในช่วงเดือนเม.ย. 2561 นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อความ มั่นคงไฟฟ้า ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้า ตกหรือดับ

แหล่งข่าวกล่าวว่า การหยุดซ่อมบำรุงอุปกรณ์ในแหล่งก๊าซของเมียนมา ที่ทำให้ก๊าซหายไปจากระบบ ในปีที่ผ่านมา  จะมีการจัดเตรียมทั้งน้ำมันเตา และน้ำมันดีเซล เอาไว้สำรองจำนวนมาก แต่ในปี2561 นี้ทาง ปตท.ได้มีการปรับปรุงศักยภาพคลังรับ-จ่าย LNG ซึ่งสามารถนำLNG ที่มีราคาถูกกว่า น้ำมันเตา และดีเซล มาใช้ทดแทนได้เพิ่มขึ้น ถึง 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปกติที่มีศักยภาพในการใช้ประมาณ 600-700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน   ทำให้ความวิตกกังวลต่อการหยุดจ่ายก๊าซจากเมียนมา ที่จะกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้า นั้นลดน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของต้นทุนค่าไฟฟ้า อาจจะมีผลกระทบเพิ่มขึ้น จากการใช้LNG เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนราคา LNG ที่เป็นสัญญาระยาว อยู่ที่ประมาณ 280 บาทต่อล้านบีทียู  ซึ่งสูงกว่าก๊าซฯ จากเมียนมา ที่ราคาอยู่ที่ประมาณ 230 บาทต่อล้านบีทียู   แต่ก็จะส่งผลกระทบน้อยกว่า การใช้น้ำมันเตาและดีเซล  เหมือนปีที่ผ่านๆมา โดยทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)จะเป็นผู้พิจารณาต้นทุนค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ว่าจะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากการหยุดซ่อมบำรุงอุปกรณ์ในแหล่งก๊าซที่เมียนมาแล้ว กฟผ.และปตท. ก็จะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการหยุดซ่อมบำรุงประจำปีแหล่งผลิตก๊าซในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) ในช่วงวันที่ 28 ส.ค.-1ก.ย. 2561 นี้ ด้วย โดย คาดว่าจะส่งผลให้ก๊าซฯ หายไป ประมาณ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  และโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา ที่รับก๊าซจากแหล่งดังกล่าว จะต้องหันไปใช้น้ำมันดีเซลเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าทดแทน

สำหรับสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) ของประเทศไทย ในส่วนของ 3 การไฟฟ้า(กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.)ในปีนี้ คาดการณ์ว่า อากาศจะร้อนมากช่วงปลายเดือน มี.ค.ถึงต้นเดือน เม.ย.2561 และพีคจะอยู่ที่ 29,493.3 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปี2560 ที่พีคอยู่ที่ 28,578.4 เมกะวัตต์ และปี2559 พีคอยู่ที่ 29,618.8 เมกะวัตต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปี2560 ที่ผ่านมา ก็มีการหยุดซ่อมบำรุงรักษาแหล่งก๊าซธรรมชาติ ของเมียนมา ในแหล่งซอติก้า ช่วงวันที่ 3 – 12 กุมภาพันธ์ 2560 รวม 10 วัน ส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าหายไปจากระบบ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบ 5 โรงไฟฟ้า ทำให้ต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งสิ้น 3,500 เมกะวัตต์ ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรีเพาเวอร์ โรงไฟฟ้าราชบุรี และโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ และสำหรับโรงไฟฟ้าหนองแซงและโรงไฟฟ้าอุทัยได้ปรับเปลี่ยนเดินเครื่องโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas : LNG) ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทดแทนผสมกับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย รวมทั้งการซื้อไฟฟ้าจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เพิ่มขึ้น

และช่วงวันที่ 25 มีนาคม – 2 เมษายน 2560 ก็มีการหยุดในส่วนของแหล่งยานาดา รวม 9 วัน ส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าหายไปจากระบบจำนวน 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กระทบต่อการผลิตไฟฟ้าประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ แต่ไม่มีเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ  เพราะโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนเดินเครื่องมาใช้LNG นำเข้า ผสมกับ  ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย มาทดแทน  รวมทั้งการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เพิ่มขึ้น  โดยโรงไฟฟ้าบางส่วนจะผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันเตาประมาณ 92 ล้านลิตรทดแทน ที่โรงไฟฟ้าราชบุรีและโรงไฟฟ้าบางปะกง และส่วนที่เหลือจะผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันดีเซล 16 ล้านลิตรทดแทน ที่โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้และโรงไฟฟ้าราชบุรี รวมทั้งโรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 1 ซึ่ง กฟผ. ปรับปรุงให้มีความสามารถพิเศษใช้ก๊าซธรรมชาติได้หลากหลายแหล่ง