ยอดผู้สมัครโซลาร์รูฟท็อปเสรี38MWจากเป้า100MW

0
437

สองหน่วยงานการไฟฟ้าทั้งกฟภ.และกฟน. ปิดโครงการนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรี เผยมีผู้สมัครเพียง 38.38 เมกะวัตต์ ต่ำกว่าเป้าหมาย 100 เมกะวัตต์ เหตุโครงการไม่จูงใจนักลงทุน ในขณะที่ PEA ประกาศปรับแผนธุรกิจปี 2560 เข้าสู่ PEA 4.0 เน้นธุรกิจปั๊ม EV และให้บริการติดตั้งสมาร์ทกริดทั้งในและต่างประเทศ ชดเชยรายได้ที่จะหายไปจากการจำหน่ายไฟฟ้าในอนาคต

20161222_pr01-4
นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) หรือ กฟภ.เปิดเผยว่า PEA ได้ปิดโครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซล่าร์รูฟท็อป) 100 เมกะวัตต์ (MW) ที่รัฐบาลประกาศให้ PEA เปิดรับผู้ร่วมโครงการในปริมาณ 50 เมกะวัตต์และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)อีก 50 เมกะวัตต์ ตั้งแต่เดือนส.ค. 2558 ที่ผ่านมา โดยพบว่ามีผู้ร่วมโครงการเพียง 38.38 เมกะวัตต์ ไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐบาลคาดไว้ 100 เมกะวัตต์ โดยในส่วนของ PEA มีผู้มาร่วมโครงการเพียง 25 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกลุ่มบ้านอยู่อาศัย 10 เมกะวัตต์ เต็มโควต้า แต่ในส่วนของกลุ่มอาคารมีเพียง 15 เมกะวัตต์ จากโควต้า 40 เมกะวัตต์

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในส่วนของ กฟน. แจ้งว่า ในส่วนของ กฟน. มีผู้ร่วมโครงการเพียง 13.89 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกลุ่มบ้านอาศัย 0.51 เมกะวัตต์ ต่ำกว่าโควต้าที่ตั้งไว้ 10 เมกะวัตต์และกลุ่มอาคารจำนวน 13.38 เมกะวัตต์ ต่ำกว่าโควต้า 40 เมกะวัตต์ ทั้งนี้จะมีการรายงานข้อมูลไปยังกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ให้รับทราบข้อมูลต่อไป

นายเสริมสกุลกล่าวว่า เหตุผลที่โครงการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมโครงการต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่จูงใจนักลงทุน เพราะกำหนดให้ผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้เองเท่านั้น ห้ามจำหน่ายไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้ เข้าระบบสายส่งของการไฟฟ้า ทำให้กลุ่มอาคารพาณิชย์ มาสมัครร่วมโครงการน้อยกว่าที่คาดไว้ ทั้งนี้ PEA เตรียมนำผลสรุปของผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวรายงานต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ต่อไป โดยหาก กกพ.อนุมัติแล้ว PEA จึงจะทำสัญญากับผู้สมัครและเริ่มติดตั้งระบบโซล่าร์รูฟท็อปเสรีได้

20161222_pr01

สำหรับโควต้าที่เหลืออีก 25 เมกะวัตต์ของ PEA นั้นจะต้องรอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่เชื่อว่าอาจจะพิจารณาเปิดโครงการรอบสองเพื่อให้เต็มโควต้าต่อไป

นายเสริมสกุลกล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินงานของ PEA ปี 2560 นั้น PEA กำลังอยู่ระหว่างการปรับแผนธุรกิจใหม่ เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตอันใกล้ PEA จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมของโลก ทำให้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าหายไปจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง และยังขายกลับสู่ระบบการไฟฟ้าด้วย ดังนั้น PEA จึงจะเริ่มปรับตัวไปสู่ยุค PEA 4.0 หรือ การบริหารงานในยุคนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ โดยในวันที่ 23 ธ.ค. 2559 นี้ จะเริ่มประกาศทิศทางดังกล่าวให้พนักงาน PEA ทั่วประเทศผ่านระบบเสียงตามสายให้ได้รับทราบ

20161222_pr01-2

ทั้งนี้ PEA เตรียมปรับธุรกิจเป็นผู้ให้บริการติดตั้งระบบและสายไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ(สมาร์ท กริด)ให้กับประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงให้บริษัทลูกเข้าไปลงทุนระบบสมาร์ทกริดในประเทศเมียนมาด้วย พร้อมทั้งการร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4โครงการ นอกจากนี้ได้เตรียมงบประมาณ 40 ล้านบาทในปี 2560 สำหรับธุรกิจสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ซึ่งในปี 2559 นี้บอร์ด PEA อนุมัติให้สร้างสถานี 5 แห่งแล้ว และในปี 2560 จะศึกษาอีก 7 แห่ง แบ่งเป็นที่บริเวณสุวรรณภูมิถึงเมืองพัทยา 4 แห่ง ที่เหลืออยู่บริเวณ จ.อยุธยา และบริเวณเส้นถนนจากภาคใต้ไปหัวหิน

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการปรับแผนธุรกิจใหม่ดังกล่าวจะช่วยให้ PEA สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นชดเชยรายได้ที่จะหายไปจากการจำหน่ายไฟฟ้าในอนาคต สำหรับรายได้ปี 2559 PEA มีกำไรเพิ่มขึ้น 13.89% หรือ 2,400 ล้านบาท ซึ่งในปี 2560 คาดรายได้จะใกล้เคียงกับปี 2559 นี้ ส่วนการใช้ไฟฟ้าปี 2560 คาดเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% ตามทิศทางเศรษฐกิจประเทศ