พลังงานขยายกรอบMOUซื้อไฟฟ้าลาวเพิ่ม2,000 เมกะวัตต์

0
633

กระทรวงพลังงานสรุปขยายกรอบความร่วมมือซื้อไฟฟ้า สปป. ลาวเพิ่มอีก 2,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 7,000 เมกะวัตต์ รวมเป็น 9,000 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ กพช.ในการประชุมเดือน ส.ค. 2559 นี้

20160620_Topic01

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยกับ สปป.ลาว จาก 7,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นอีก 2,000 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะนำเสนอ ให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานได้ในการประชุมเดือน ส.ค.นี้ และหากที่ประชุมให้ความเห็นชอบก็จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยูร่วมกันระหว่างไทยกับ สปป.ลาวต่อไป

อย่างไรก็ตาม การขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าว ทาง สปป.ลาว เสนอที่จะขายไฟฟ้าให้ไทยเพิ่มขึ้นอีก 3,000 เมกะวัตต์ รวมเป็น10,000 เมกะวัตต์ แต่ฝ่ายไทยพิจารณาที่จะรับซื้อเพิ่มขึ้นจากข้อตกลงเดิมอีก 2,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี 2015 ที่ใช้ในช่วงปี 2558-2579 กำหนดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเอาไว้ที่ประมาณ 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งจะต้องกระจายการซื้อไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วย เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ

20160620_Topic02

“การลงนามเอ็มโอยูเพื่อขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้ากับสปป.ลาวเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 เมกะวัตต์นั้น เป็นกรอบความร่วมมือกันในอนาคต ที่ยังไม่ได้ระบุว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการใดบ้าง โดยหากจะมีการตอบรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการภายใต้กรอบดังกล่าว ก็จะต้องมีการนำเสนอ กพช. ให้ความเห็นชอบในแต่ละโครงการอีกครั้ง”ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว

ที่ผ่านมาโครงการผลิตไฟฟ้าที่สปป.ลาวเสนอขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และโครงการล่าสุดที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์แล้วคือ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา ซึ่งเป็นโครงการที่มีอัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าโครงการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะสร้างขึ้นในประเทศ

ก่อนหน้านี้ นายวีระพน วีระวง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของไทยถึงโครงการความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและสปป.ลาวว่า ทั้งสองประเทศจะพยายามที่จะเจรจาให้มีข้อยุติที่จะขยายกรอบความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้า ให้ได้ข้อยุติก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิทที่ สปป.ลาวจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่นครเวียงจันทน์ ช่วงเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้ผู้นำของทั้งสองประเทศได้มีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกันในระหว่างการประชุม

20160620_Topic03

โดยทางสปป.ลาว ยังได้เสนอให้กระทรวงพลังงานของไทยมีกรอบความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าจากพัฒนาพลังงานทดแทน ที่ควรจะแยกออกมาจากเอ็มโอยูซื้อขายไฟฟ้าหลัก ซึ่งจะมีการลงนามร่วมกัน เพื่อให้สามารถผลักดันโครงการให้เข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม มอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ขนาด 600 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้ทั้งไทยและสปป.ลาว ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาค และเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ว่าได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ที่ปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558 ที่ผู้นำของไทยและลาว ได้ร่วมให้สัตยาบันเอาไว้ อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าว ทางกระทรวงพลังงานของไทยยังไม่ได้ตอบรับ