กระทรวงพลังงานปรับแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ เพิ่มโครงการโรงไฟฟ้าขยายผล 100 MW และโครงการ RE

0
2359

กระทรวงพลังงานเตรียมแปลงโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หรือโครงการ Quick Win ปริมาณรับซื้อ 100 เมกะวัตต์เดิม ให้เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขยายผล พร้อมทั้งจัดทําแผนพลังงานแห่งชาติ นําเสนอ กพช. ภายใน 6 เดือน โดยรวม 5 แผนให้เป็นแผนเดียวกันทั้ง PDP, EEP, AEDP, Oil Plan และ Gas Plan เป็น TTIEB ตามข้อเสนอของสศช. เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

               นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน (พน.) กล่าวถึงแนวทางการดําเนินการตามแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1)  ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ PDP2018 Rev.1 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 เพื่อปรับให้สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เช่น ปรับโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากในระยะเร่งด่วน หรือ Quick Win จำนวน 100 เมกะวัตต์ (MW) เดิมให้เป็น “โครงการโรงไฟฟ้าขยายผล”  และปรับแผนการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบและแผนการปลดโรงไฟฟ้าออกจากระบบของโรงไฟฟ้าหลักประเภทเชื้อเพลิงฟอสซิลบางโรงให้มีความเหมาะสมมากขึ้น โดยยังใช้หลักการและสมมติฐานเดิมตามแผน  PDP2018 ฉบับเดิม

                นอกจากนั้นยังมีความจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้กระทรวงพลังงาน ทบทวน/จัดทําแผนพลังงานแห่งชาติ นําเสนอ กพช. ภายใน 6 เดือนรวม 5 แผนให้เป็นแผนเดียวกันทั้ง PDP, EEP, AEDP, Oil Plan และ Gas Plan เป็น THAILAND INTEGRATED ENERGY BLUEPRINT  (TIEB)  ให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจาก Covid-19 ควรพิจารณากลไกที่จะทําให้การดําเนินงานตามแผนมีความยืดหยุ่น เช่น การจัดทําแผนระยะสั้นหรือระยะยาว 5-10 ปี เพื่อให้สามารถปรับแผนได้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

               นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า เนื่องจากมีการเพิ่มโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ต้องเร่งดําเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เช่น โครงการโรงไฟฟ้าขยายผล โครงการพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) หรือ RE ส่วนโครงการส่วนที่เหลือให้ พน.พิจารณาปรับแผนดําเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งการพิจารณาเลื่อนปลดโรงไฟฟ้าฐานให้ช้าลง ควรศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประโยชน์ที่ได้รับจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนกับต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและบํารุงรักษาที่ขยายอายุออกไป ประกอบการวางแผนในอนาคต  

               นอกจากนี้  ควรกําหนดสัดส่วนผู้ผลิตไฟฟ้าภาครัฐและภาคเอกชน และสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าประเทศเพื่อนบ้าน (โดยเฉพาะพลังน้ำ ซึ่งมีต้นทุนต่ำ) เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว ควรให้ความสําคัญกับการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของโครงการพลังงานหมุนเวียน, ช่วยลดความจําเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าหลักในอนาคต, และส่งเสริมการพัฒนา Smart Grid และระบบ Trading Platform เพื่อสนับสนุน Prosumer และการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer to Peer

                ในส่วนของสํานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)  ควรเร่งพิจารณาอัตรา Wheeling Charge และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อรองรับทิศทางตลาดไฟฟ้าที่จะมีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ขณะที่ พน.ก็ควรเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน  และนําโครงการพลังงานชุมชนที่ดําเนินการประสบผลสําเร็จแล้วมาเป็น Best Practice เพื่อขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ

                สำหรับรายละเอียดของโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนนั้นจะมีกรอบการรับซื้อ 1,933 MW ในปี 2563-2567 เป็นโครงการนําร่องปริมาณไม่เกิน 150 MW และหลักจากประเมินผลสําเร็จจากการดําเนินงานของโครงการนําร่องก่อนนําไป พิจารณาขยายผลในเป้าหมายรับซื้อส่วนที่เหลือ หากไม่ประสบผลสําเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้อาจจะพิจารณายกเลิกการดําเนินโครงการในส่วนที่เหลือ

               นอกจากนั้นให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนในรูปแบบที่ทําให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรและชุมชนสูงสุด โดยมีขนาด 3-6 MW และการประมูลแข่งขันด้านราคาโดยคํานึงถึงศักยภาพสายส่ง/สาย จําหน่ายไฟฟ้าที่จะมารองรับศักยภาพของเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในพื้นที่ ส่งเสริมพลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับรายได้ประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

               ในแผน PDP2018 Rev.1 ยังมีโครงการ RE ที่เปิดรับซื้อใหม่ในระยะสั้น อาทิ  โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  (Solar ภาคประชาชน/พลังงานแสงอาทิตย์อื่นๆ) กําลังผลิตรวม 250 MW เข้าระบบปี 2563–2567 หรือกำลังผลิตปีละ 50 MW, โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน : กําลังผลิตรวม 400 MW เข้าระบบปี 2565,  โครงการชีวมวลประชารัฐ (ศอ.บต.) : กําลังผลิตรวม 120 MW เข้าระบบปี 2565–2566 ปีละ 60 MW, โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม : กําลังผลิตรวม 270 MW เข้าระบบปี 2565–2567 ปีละ 90 MW โดย พน. เป็นผู้จัดทํานโยบายเปิดรับซื้อและกําหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าสําหรับแต่ละโครงการ

               โดย พน.จะนําเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการออกระเบียบ ประกาศรับซื้อ/คัดเลือกต่อไป ทั้งนี้ จะพิจารณาความเหมาะสมการรับซื้อไม่ให้กระทบกับระดับกําลังผลิตสํารองหรืออาจปรับเลื่อนกําหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบให้เหมาะสม

               นายกวิน ทังสุพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวถึงความคืบหน้าในโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนว่า ในส่วนของโครงการนำร่องจะมีขนาดโรงละ 3-6 MW  ปริมาณไม่เกิน 150 เม MW และจะเปิดรับซื้อในเดือนมกราคม 2564 และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2566 เช่นเดียวกันในอัตรารับซื้อตามหลักเกณฑ์เดิม (ก๊าซชีวภาพ หรือพืชพลังงาน 100% ในอัตรา 5.3725 บาทต่อหน่วย) โดยต้องการให้โครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและเกษตรกรอย่างแท้จริง ทั้งนี้จะมีการนำเสนอการปรับปรุงทบทวนหลักเกณฑ์ให้กบง. พิจารณาในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ก่อนเสนอให้ กพช.พิจารณาต่อไป

               ในส่วนของการจัดทําแผนพลังงานแห่งชาตินั้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า พน. จะจัดประชุมสัมมนารับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประชาชนทั่วไป ภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับทราบความต้องการ ปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อใช้ประกอบการจัดทําแผนพลังงานแห่งชาติ โดยรวม 5 แผน TIEB ให้เป็นแผนเดียวกันตามข้อเสนอแนะของ สศช. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565 (ปี 2022) และเสนอ กพช. และ ครม. เห็นชอบต่อไป