“บางจากฯ”ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ 3,000 ล้านท่ามกลางสภาวะตลาดการเงินผันผวน สะท้อนความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อบริษัท

0
473

บางจากฯ ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ (Institutional Investors and/or High Net Worth Investors) มูลค่าไม่เกิน 5,000 ล้านบาท และมีส่วนสำรองการเสนอขาย (Greenshoe) มูลค่าไม่เกิน  3,000 ล้านบาท โดยแบ่งหุ้นกู้ออกเป็น 3 ชุด ได้แก่ รุ่นอายุ 2 ปี 7 ปี และ 10 ปี ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ ที่ 2.60% 3.00% และ 3.40% ต่อปี ตามลำดับ และมีกำหนดการออกหุ้นกู้ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2563

               นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การออกและเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2563 ของบริษัทได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ลงทุนสถาบันและ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นจากความต้องการในการลงทุนผ่านการ Bookbuilding ที่สูงถึง 1.68 เท่าของมูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ที่ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท

                ดังนั้น บริษัทจึงตัดสินใจใช้ส่วนสำรองการเสนอขาย (Greenshoe) อีก 3,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนครอบคลุมทุกประเภท อาทิ กองทุนภายใต้การบริหารของ บลจ. บริษัทประกันชีวิต กลุ่มสหกรณ์ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทและนิติบุคคล รวมถึงผู้ลงทุนรายใหญ่ ทำให้บริษัทสามารถขยายฐานประเภทผู้ลงทุนได้ครอบคลุมมากขึ้นจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อบริษัทฯ

                “ผมขอขอบคุณผู้ลงทุนทุกท่านที่ให้การสนับสนุนการระดมทุนของบริษัท ทำให้บางจากสามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อบริษัทฯ โดยเงินที่ระดมจากหุ้นกู้ดังกล่าวส่วนหนึ่งเพื่อนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในปีนี้ และสำรองส่วนหนึ่งเพื่อการบริหารการเงินและเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงานให้ประเทศต่อไป” นายชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

                ทั้งนี้ หุ้นกู้แต่ละชุดได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก ที่ระดับ “A” เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 และการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้มีผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ 3 รายประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)