พน.ลุยนโยบายปรับสมดุลปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืน หนุนปรับใช้น้ำมันดีเชลหมุนเร็วบี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐาน

0
857

            นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน (พน.) มีมาตรการในการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล (บี100) ในภาคพลังงานให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศให้มีความยั่งยืน โดยการกำหนดเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซล (บี100) ให้ได้ประมาณ 7.0 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจะสามารถดูดซับ CPO ได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดของประเทศในปัจจุบัน (หรือประมาณ 2.2 ล้านตัน/ปี) กรมธุรกิจพลังงานจึงได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนนโยบาย โดยจะกำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานสำหรับรถดีเซลทั่วไป  น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถเก่าและรถยุโรป และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 เป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่

            โดยวันที่ 27 กันยายน 2562 กรมธุรกิจพลังงานได้เชิญผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่ผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซล และผู้ผลิตไบโอดีเซล (บี100) มาหารือเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ในการผลักดันนโยบายการปรับน้ำมันดีเซล บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐาน โดยทั้งผู้ค้าน้ำมันและผู้ผลิต (บี100) ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางและระยะเวลาในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ดังนี้

            วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ขอความร่วมผู้มือค้าน้ำมันให้เพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ในสถานีบริการ

            วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพไบโอดีเซล (บี100) เหลือชนิดเดียว

            วันที่ 1 มกราคม 2563 ทุกคลังของผู้ค้าน้ำมันมีการผลิต บี10

            วันที่ 1 มีนาคม 2563 น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีจำหน่ายในสถานีบริการทุกสถานี

            สำหรับภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันในรอบ 8 เดือนของปี 2562 (มกราคม – สิงหาคม 2562) เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561  โดยกลุ่มน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 3.9% กลุ่มดีเซลหมุนเร็ว เพิ่มขึ้น 1.7% น้ำมัน  อากาศยานเจทเอ1 เพิ่มขึ้น 0.1% และ LPG เพิ่มขึ้น 1.2% ในขณะที่ NGV ลดลง 11.1%

            การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 32.12 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 3.9% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันกลุ่มเบนซินเกือบทุกชนิดยกเว้นน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 91 โดยน้ำมันเบนซินมีการใช้ลดลงเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 0.98 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 12.5% สำหรับภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.14 ล้านลิตร/วัน คิดเป็น 4.5% โดยแก๊สโซฮอล์อี 20 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมากที่สุด อยู่ที่ 6.46 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 13.5% เนื่องจากมีราคาต่ำกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.97 บาท/ลิตร จึงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้เพิ่มขึ้น รองลงมาเป็น แก๊สโซฮอล์ อี85 มีปริมาณการใช้ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.29 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 11.8% แก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 13.79 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 7.3% ในขณะที่แก๊สโซฮออล์ 91 มีปริมาณการใช้ที่ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 9.60 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 5.0% เนื่องจากราคาแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ใกล้เคียงกันโดยมีส่วนต่างเพียง 0.27 บาท/ลิตร จึงทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันชนิดที่มีค่าออกเทนสูงกว่า   

            การใช้กลุ่มน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 64.92 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 1.7% โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (บี7) มีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 62.13 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 2.6% น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 0.005 ล้านลิตร/วัน (เริ่มมีการจำหน่ายปลายเดือนพ.ค.62 และในเดือนส.ค. 62 มีการใช้อยู่ที่ 0.39 ล้านลิตร) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.78 ล้านลิตร/วัน (เริ่มมีการจำหน่ายตั้งแต่เดือน ก.ค.61) โดยการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 และบี20 ภาครัฐได้ใช้มาตรการกำหนดส่วนต่างราคาขายปลีกให้ถูกกว่าดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (บี7) อยู่ที่ 1 และ 5 บาท/ลิตร ตามลำดับ

            การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เฉลี่ยอยู่ที่ 19.30 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน     คิดเป็น 0.1%

            การใช้ LPG เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 17.97 ล้านกก./วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 1.2% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของการใช้ภาคปิโตรเคมี มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 7.50 ล้านกก./วัน คิดเป็น 12.1% สำหรับการใช้ในสาขาอื่นๆ มีปริมาณการใช้ลดลง โดยภาคครัวเรือน มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 5.79 ล้านกก./วัน คิดเป็น 2.3% ภาคอุตสาหกรรม มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 1.81 ล้านกก./วัน คิดเป็น 3.4% และภาคขนส่งลดลงมากที่สุด มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 2.87 ล้านกก./วัน คิดเป็น 12.0%

            การใช้ NGV เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 5.55 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 11.1% โดยการใช้ NGV ลดลงเนื่องจากมีการปรับราคา NGV สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนและรถบรรทุกสินค้าหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์และดีเซลหมุนเร็วบี 20 ทดแทน ส่งผลให้สถานีบริการ NGV นอกแนวท่อทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

            การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง มีปริมาณนำเข้ารวมลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 8 เดือน อยู่ที่ 916 พันบาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 5.0% โดยมีมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบคิดเป็น 59,648 ล้านบาท/เดือน สำหรับน้ำมันสำเร็จรูปมีปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 80 พันบาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 23.1% และมีมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 5,270 ล้านบาท/เดือน สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า มีการนำเข้าน้ำมันเบนซิน ดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา และน้ำมันอากาศยานเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่มีการนำเข้า LPG ลดลง เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและ Emergency Shutdown ทำให้ต้องลดปริมาณการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นกระทบต่อปริมาณการผลิตของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดรวมถึง LPG ด้วย ทำให้ต้องมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป  เพื่อไม่ให้กระทบต่อความต้องการใช้ในประเทศ

            การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2561 อยู่ที่ 166 พันบาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 18.6% โดยมีมูลค่าการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 11,283 ล้านบาท/เดือน โดยพบว่า มีการส่งออกน้ำมันเบนซิน ดีเซลพื้นฐานน้ำมันเตา และ LPG ลดลง ในขณะที่มีการส่งออกน้ำมันอากาศยานและก๊าดเพิ่มขึ้น