“บีซีพีจี” รุกลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว ผงาดผู้นำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในเอเชีย

0
1029
DCIM100MEDIADJI_0056.JPG

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในเมืองเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 69 เมกะวัตต์ นับเป็นการต่อยอดและขยายฐานการลงทุน ในพลังงานหมุนเวียนประเภทใหม่ของบริษัทไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่เหมาะสมกับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

       นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท บีซีพีจี ไบโอเพาเวอร์ 2 จำกัด (BBP2)    ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ที่บริษัทฯ ถือหุ้นจำนวนร้อยละ 100 เข้าซื้อหุ้นจำนวนร้อยละ 100 ของบริษัท Nam San 3A Power จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนจัดตั้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในเมืองเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 69 เมกะวัตต์

           การลงทุนในครั้งนี้จะทำให้บริษัทฯ ถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam San 3A Power กำลังการผลิตติดตั้ง 69 เมกะวัตต์ โดยโครงการทั้งหมดจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (EDL) ภายใต้สัญญารับซื้อขายไฟฟ้า 27 ปี นับตั้งแต่วันเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2559 ซึ่งบีซีพีจีจะใช้เงินลงทุนในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 173 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 5,315 ล้านบาท โดยจะใช้แหล่งเงินทุนจากกระแสเงินสดภายในบริษัทฯ และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และเริ่มรับรู้รายได้ทันทีหลังการเข้าลงทุน

         “การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ ที่มีความน่าสนใจ และการขยายฐานธุรกิจโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ไปยังประเทศต่างๆ ครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จะช่วยทำให้รายได้ของบริษัทฯ มีเสถียรภาพมากขึ้น เป็นการสร้างสมดุลของความหลากหลายของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของบริษัทฯ ซึ่งส่งผลให้   ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผลที่สม่ำเสมอขึ้นด้วย จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ  เพิ่มเติมจากธุรกิจโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพ ในประเทศไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย””

          “บริษัทมั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท และเพิ่มโอกาสในการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าโครงการอื่นที่มีศักยภาพในอนาคต  นำมาซึ่งการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทอย่างแน่นอน” นายบัณฑิตกล่าวทิ้งท้าย