“วันดี” โชว์วิสัยทัศน์การพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า

0
437

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ได้รับเชิญจากสมาชิกรัฐสภาเยอรมัน ให้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ เรื่อง “การพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย” ในงาน “The 1st German-Asian Business Dialogue” ที่รัฐสภา กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในฐานะผู้นำองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานสะอาดมาใช้ในเชิงพาณิชย์ และถือเป็นผู้หญิงในเอเชียคนเดียวที่ถูกเชิญให้ขึ้นเวทีดังกล่าว โดยมีสมาชิกรัฐสภาเยอรมันเข้าฟังจำนวนมาก

20160405_article05
ดร.วันดี กล่าวว่า การพัฒนาประเทศไทยโดยการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ก็เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยได้มีการศึกษารูปแบบการพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศเยอรมันตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 ซึ่งเป็นรูปแบบในการนำเสนอแก่รัฐบาลไทย และต่อมารัฐบาลไทยได้กำหนดการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนในอัตราส่วนกว่า 30% ไปจนถึงปี 2579

ทั้งนี้ ขณะนี้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆทุกประเภท ขณะเดียวกัน SPCG ก็เป็นผู้บุกเบิกการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์แห่งแรกในประเทศไทยและประชาคมอาเซียนตั้งแต่ปี 2010 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างหันมาลงทุนและส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ในภูมิภาค

20160405_article02

สำหรับ SPCG เป็นผู้พัฒนาการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย โดยการใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ของบริษัท Kyocera Corporation ประเทศญี่ปุ่น และใช้เครื่องแปลงไฟจากบริษัท SMA GMBH ประเทศเยอรมัน เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพ ความแข็งแรงทนทาน โดย SPCG มีกำลังการผลิตรวมกว่า 300 เมกะวัตต์ ในประเทศไทยและในญี่ปุ่นด้วยเงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาท

20160405_article03

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของ SPCG สามารถช่วยสร้างงาน 20,000 แรงงานในชนบทช่วงระหว่างก่อสร้าง ช่วยลดสภาวะโลกร้อนเทียบเท่า 210,000 ตัน CO2/ปี โดยได้รับความเชื่อมั่นร่วมลงทุนและให้การสนับสนุนการเงินจาก International Finance Corporation (IFC) Member of World Bank Group และยังได้รับการสนับสนุนการเงินจากกองทุน Climate Change Fund โดยการนำมาผสมผสานกับเงินกู้ของสถาบันการเงิน เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน สามารถพัฒนาโครงการ SPCG จนประสบความสำเร็จทุกโครงการ