GE ย้ำจุดยืนแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ในปี 2573

0
6469

GE ย้ำจุดยืนการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ พร้อมสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าพลังก๊าซให้เร็วขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น โดยมีการบรรลุข้อตกลงกับลูกค้าคือ Uniper และ Long Ridge Energy Center ซึ่งตอกย้ำบทบาทของพลังงานก๊าซในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

           (กรุงเทพฯ 29 มีนาคม 2564) จากปณิธานที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือศูนย์ภายในปี 2030 และเจตนารมณ์ที่จะยุติการทำธุรกิจในตลาดพลังงานถ่านหิน ล่าสุด GE ได้แถลงย้ำจุดยืนขององค์กรว่า การเร่งใช้พลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซให้เร็วขึ้นนั้น จะช่วยให้การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมีความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับโลกในอนาคตอีกด้วย

            ในรายงานที่เผยแพร่ล่าสุดเรื่อง “Accelerated Growth of Renewables and Gas Power Can Rapidly Change the Trajectory on Climate Change” ที่เกี่ยวกับปณิธานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งมีมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษนั้น GE ได้ระบุว่า ลำพังการใช้พลังงานอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นยังไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะและปริมาณที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้

            นอกจากนี้ ในรายงานยังได้ระบุถึงวิธีการในเชิงเทคนิคต่างๆ ของโรงไฟฟ้าพลังก๊าซ ต่อการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการจัดทำคาร์บอนฟุตปริ้นต์ผ่านการใช้พลังงานที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ซึ่งวิธีดังกล่าวรวมถึงการใช้พลังงานไฮโดรเจน และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) อีกด้วย

            Scott Strazik ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GE Gas Power กล่าวว่า การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ คือความจำเป็นเร่งด่วนของโลก และเรื่องหนึ่งที่เราคิดว่าเราสามารถทำให้ดีขึ้นได้เพื่อเร่งความคืบหน้า ก็เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่อีกสิบปียี่สิบปีข้างหน้า หลังจากนี้ไป เราเชื่อว่าทั้งพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าพลังก๊าซต่างก็มีบทบาทและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหานี้ ซึ่งการเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงไฟฟ้าพลังก๊าซจะช่วยให้โลกเห็นผลคืบหน้าเร็วขึ้น และยังคงสามารถพัฒนาวิธีการต่างๆ ไปสู่เทคโนโลยีการลดหรือปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ในอนาคตอีกด้วย

           เพื่อให้สามารถตอบรับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ไปพร้อมกับความต้องการพลังงานทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น รายงานดังกล่าวจึงได้ระบุถึงข้อดีของโรงไฟฟ้าพลังก๊าซในฐานะองค์ประกอบเพื่อสนับสนุนและเร่งการปรับใช้พลังงานหมุนเวียน ดังนี้

  • โรงไฟฟ้าพลังก๊าซเป็นแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ ราคาไม่แพง และไม่ต้องใช้พื้นที่มาก ซึ่งนับเป็นองค์ประกอบในอุดมคติสำหรับพลังงานหมุนเวียน
  • แม้พลังงานหมุนเวียนจะมีหลากหลายรูปแบบ แต่โรงไฟฟ้าพลังก๊าซมีความสามารถในการสั่งจ่ายไฟได้ตามความต้องการของระบบ (Dispatch able) มีความน่าเชื่อถือ และมีความยืดหยุ่น โดยมีอัตราการใช้ประโยชน์สูงสุดถึง 90%
  • ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไปเป็นโรงไฟฟ้าพลังก๊าซในอนาคตอันใกล้ สะท้อนถึงชัยชนะที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของอุตสาหกรรมพลังงานในสหรัฐ ได้ลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ในขณะที่ปริมาณการผลิตไฟฟ้าโดยรวมยังมั่นคงเหมือนเดิม จึงนับได้ว่าการเปลี่ยนรูปแบบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงไฟฟ้าพลังก๊าซ เป็นวิธีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าพลังงานรูปแบบอื่น ๆ

           รายงานที่เผยแพร่ล่าสุดนี้ ได้ให้รายละเอียดของเทคโนโลยีและภาพรวมของตลาดสำหรับพลังงานรูปแบบต่างๆ เอาไว้ เช่น พลังงานหมุนเวียน พลังงานก๊าซ พลังงานถ่านหิน และพลังงานนิวเคลียร์ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ที่จำเป็นต่อการกักเก็บพลังงานแบตเตอร์รี่อย่างคุ้มค่า

            “ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้ามานานกว่า 125 ปี GE จึงสามารถยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าของเราเพื่อคงความเป็นผู้นำและขับเคลื่อนพลังงานแห่งอนาคตต่อไป เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้อย่างคุ้มค่า และมุ่งไปสู่การเป็นโรงไฟฟ้าพลังก๊าซที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการใช้ไฮโดรเจนและเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนอันล้ำสมัย การผสมผสานของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานก๊าซจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้พลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว” Vic Abate รองประธานอาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ GE ซึ่งเป็นอดีตซีอีโอของ GE Gas Power และ GE Renewable Energy กล่าว

            GE Renewable Energy ยังคงลงทุนในนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้พลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานในการยังคงการเติบโตต่อไปตามที่ระบุในรายงาน และเมื่อเร็วๆ นี้ GE ได้ประกาศว่า กังหันลมนอกชายฝั่ง Haliade-X ซึ่งเป็นกังหันลมที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในวันนี้ จะได้รับการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 13 เมกะวัตต์ โดยเป็นการดำเนินการเฟสแรกจากทั้งหมดสองเฟสของฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง ดอดเจอร์ แบงก์ (Dodger Bank) ในสหราชอาณาจักร

            ทั้งนี้ GE ดำเนินธุรกิจกังหันก๊าซจากการสั่งสมองค์ความรู้เทคโนโลยีด้านกังหันก๊าซมานานถึง 80 ปี ซึ่งยากที่จะหาใครเทียบได้ในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า และกังหันก๊าซรุ่น HA ของ GE ซึ่งนับเป็นกังหันก๊าซที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและมีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก ก็ได้สร้างชื่อในหลายอุตสาหกรรมชั้นนำและเป็นเจ้าของสถิติระดับโลกถึง 2 ด้านด้วยกัน นอกจากนี้ ฝูงกังหันก๊าซที่ผ่านประสบการณ์อันโชกโชนของ GE ยังให้พลังงานในรูปแบบก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซที่มีค่า BTU ต่ำ โดยมีการใช้งานกังหันก๊าซกว่า 75 ล้านเครื่อง มากกว่า 6 ล้านชั่วโมงทำงาน

           และ GE ยังคงมุ่งมั่นลงทุนในการวิจัยและพัฒนาด้านไฮโดรเจนและเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน โดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Global Research Center ของ GE เพื่อมุ่งพัฒนาคาร์บอนฟุตปริ้นต์ของโรงไฟฟ้าพลังก๊าซให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำหรือใกล้เป็นศูนย์

           ในปี 2563 ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังก๊าซของ GE ยังได้เข้าร่วมการลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับบรรดาลูกค้ารายใหญ่จำนวนมาก ซึ่งรวมถึงบริษัท Uniper และบริษัท Long Ridge Energy Center และในปี 2564 -2565  GE ก็กำลังดำเนินโครงการนำร่องร่วมกับลูกค้า เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหลากหลายช่องทาง ทั้งโครงการพลังงานไฮโดรเจนและเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน และท้ายที่สุดนี้ GE Gas Power ได้ประกาศเข้าร่วมเป็นพันธมิตร Carbon Capture Coalition ซึ่งเป็นความร่วมมือขององค์กรและธุรกิจมากกว่า 80 แห่ง เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายส่งเสริมการใช้กระบวนการดักจับ กักเก็บ ขนส่ง นำไปใช้ และกำจัดคาร์บอนในทุกภาคส่วน

           ในประเทศไทย ไฟฟ้าที่ผลิตได้มากกว่า 30% มาจากฐานการผลิตและอุปกรณ์ของ GE ซึ่งเราทำงานกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมทั้งลดต้นทุนและลดการปล่อยมลภาวะ  สำหรับแผนในอนาคตด้านพลังงานของไทยนั้น การใช้ก๊าซจะคิดเป็น 57% ของการผลิตพลังงานโดยประมาณ และเป็น 55% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง แม้ว่าประเทศจะนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่าส่งออก มีการคาดการณ์ว่าแก๊สภายในประเทศที่สำรองไว้จะหมดภายในทศวรรษ และประเทศกำลังพึ่งพาการนำเข้า ท่อส่งแก๊สจากเมียนมาร์ และ LNG มากขึ้น ไทยเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตติดตั้งของพลังงานหมุนเวียนมากที่สุดในภูมิภาค (2.6 GW) โดยมาจากชีวมวล (1.6 GW) และพลังงานแสงอาทิตย์ (1.1 GW) เป็นหลัก