เงินลงทุนพลังงานทดแทนปี 2559-2561 สะพัด1.5 แสนล้าน

0
821

ในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมของการใช้พลังงานทดแทนเพื่อการผลิตไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากภาครัฐที่ต้องการผลักดันการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้ได้ร้อยละ 20 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 12.9 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย) ภายในปี 2579

20160626_pr01-7 Untitled-1

ในส่วนของภาคการผลิตไฟฟ้า เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายที่ทางการได้วางไว้ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2558-2579 (PDP 2015) จะพบว่า เป้าหมาย ณ ปี 2579 จะมีการผลักดันการใช้พลังงานทดแทนเพื่อการผลิตไฟฟ้าสูงราว 19,684.40 เมกะวัตต์ ในขณะที่ปัจจุบัน มีการดำเนินการผลิตตามเป้าหมายไปแล้ว 8,271.24 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 42.0 ของเป้าหมายตามที่ได้คาดการณ์ไว้ครึ่งหลังปี 2559-2561 : ธุรกิจพลังงานทดแทนยังไปต่อได้..โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์

เมื่อศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดจะพบว่า กลุ่มพลังงานที่มีแนวโน้มการผลิตเข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดได้แก่ พลังงานชีวมวล รองลงมาคือ พลังงานแสงอาทิตย์และขยะ ส่วนพลังงานลมนั้นยังถือว่าห่างไกลเป้าหมายมากพอสมควร ทั้งนี้ ในส่วนของพลังงานชีวมวลนั้น ถือเป็นพลังงานทดแทนในกลุ่มแรกๆ ที่ภาครัฐให้การสนับสนุน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมทำให้มีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรปริมาณมาก ซึ่งสามารถนำมาใช้ เป็นพลังงานทางเลือกเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ ทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลเข้าใกล้เป้าหมายค่อนข้างเร็วกว่าประเภทอื่นๆ

20160626_pr01-3

อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไป โอกาสด้านการลงทุนในพลังงานประเภทนี้น่าจะเหมาะสำหรับผู้ประกอบในธุรกิจการเกษตรที่มีวัตถุดิบอยู่แล้ว เช่น โรงงานน้ำมันปาล์ม โรงงานน้ำตาล โรงไม้ยาง โรงสี ฯลฯ ที่ต้องการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในธุรกิจของตนเอง เพื่อลดภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าและสามารถขายไฟส่วนเหลือบางส่วนคืนกลับให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในรูปของการขายไฟแบบผู้ผลิตไฟรายเล็กและรายเล็กมาก (SPP และ VSPP) มากกว่าที่จะเป็นการเข้ามาลงทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่ได้มี By Product หรือเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตอยู่ก่อนแล้ว

โดยกลุ่มชีวมวลที่ค่อนข้างมีศักยภาพที่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ในระยะต่อไปได้แก่ ประเภทอ้อย (เนื่องจากภาครัฐเตรียมที่จะผลักดันและพัฒนาผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้น) ในขณะที่ชีวมวลแกลบอาจจะเป็นกลุ่มที่ต้องจับตา ภายหลังจากที่ภาครัฐกำลังหารือเกี่ยวกับการจัดโซนนิ่งลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังลง เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตตกต่ำและจูงใจให้เกษตรกรไปปลูกพืชอื่นๆ แทน ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการที่ใช้เชื้อเพลิงแกลบเพื่อการผลิตไฟฟ้าในระยะข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้ในระยะหลังภาครัฐจึงเริ่มหันมาให้การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ก้าวไปสู่แผนที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ว่าจะต้องมีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้ถึงร้อยละ 20 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย โดยกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FIT ที่มีระยะเวลาสัญญาซื้อขายไฟฟ้านาน 20-25 ปีจูงใจให้เกิดการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนอื่นๆ มากขึ้น อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ขยะและพลังงานลม ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีพอสมควร

20160626_pr01-4

สำหรับแนวโน้มธุรกิจพลังงานทดแทนครึ่งหลังปี 2559-2561 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ ทั้งนี้ อาจจะเห็นภาพการลงทุนในกลุ่มพลังงานทดแทนประเภทพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังปี 2559 ภายหลังจากที่มีการปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความคืบหน้าของโครงการโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์การเกษตร รวมถึงการเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อปที่เป็นโครงการนำร่องและส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า (จำนวน 100 เมกะวัตต์)

ซึ่งในส่วนนี้น่าจะเอื้อต่อผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตจำหน่าย-ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง ที่จะได้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจเพิ่มมากขึ้น จากตัวโครงการที่ผ่านการคัดเลือกและพร้อมจะดำเนินการภายในสิ้นปี 2559 คิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 23,000 ล้านบาท

20160626_pr01-8

ส่วนในระยะต่อไปคาดว่า กลุ่มพลังงานขยะเป็นกลุ่มที่น่าจับตาว่า จะมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตในปัจจุบันยังอยู่ห่างไกลเป้าหมายที่วางไว้ ประกอบกับปัญหาขยะล้นเมืองที่ภาครัฐต้องการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องรีบแก้ไขเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาครัฐเร่งรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นสะท้อนจากตัวโครงการพลังงานขยะที่ได้รับการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement-PPA) ในช่วงปี 2559-2561 คิดเป็นมูลค่าลงทุนราว 17,000 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการเกี่ยวกับเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องอาจจะได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ตามไปด้วย

อีกหนึ่งกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับความสนใจในการลงทุนระยะต่อไปก็คือ “พลังงานลม” เนื่องจากปัจจุบันยังมีผู้สนใจลงทุนน้อย แม้ว่าไทยจะมีศักยภาพในการผลิต แต่ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนั้นนอกจากจะต้องมีเงินลงทุนเบื้องต้นที่สูงเพียงพอแล้วการหาทำเลศักยภาพที่มีปริมาณลมมากพอ (ซึ่งมีเพียงบางจังหวัดในประเทศเท่านั้นที่มีกำลังลมและค่าความร้อนที่เหมาะสมในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ของไทย) หรือการหาเทคโนโลยีและอุปกรณ์พลังงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต อาจจะมีต้นทุนส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเข้ามาด้วย

20160626_pr01-5

ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายทางธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมถึงภาครัฐที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนต่อการลงทุนที่จะได้รับในอัตราที่สูงเพียงพอที่จะลงทุนในพลังงานทดแทนกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้นผ่านกลไกการส่งเสริมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ราคารับซื้อในอัตราที่จูงใจ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การให้สิทธิพิเศษทางภาษีหรือความร่วมมือจากองค์กรภาคีที่เกี่ยวข้องเป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนทางธุรกิจที่จะได้รับจากการลงทุนในกลุ่มพลังงานเหล่านี้จะพบว่า นอกจากรายได้ทางตรงที่จะได้รับจากการขายกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้แก่การไฟฟ้าฯแล้ว ยังสามารถมีรายได้ทางอ้อมจากการขายคาร์บอนเครดิตผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ

เงินลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนปี 2559-61 ราว 1.1-1.5 แสนล้านบาท
จากข้างต้นจะเห็นได้ว่า ท่ามกลางราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ภาพรวมของธุรกิจพลังงานทดแทนในปีนี้ยังพอมีโอกาสเติบโตได้จากแรงหนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ล่าสุดพบว่า ความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ในปี 2559 อยู่ที่ 29,618.8 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 8.3 และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสภาพอากาศที่ร้อน

20160626_pr01-6

ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นของภาครัฐที่จะต้องมีการเตรียมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเข้ามาเป็นทางเลือกเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในสัดส่วนที่สูง รวมถึงนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริมการใช้งาน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ เพื่อนำไปสู่การใช้กลุ่มรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคลในอนาคต

ความท้าทายและประเด็นที่น่าจับตาสำหรับธุรกิจพลังงานทดแทนในระยะข้างหน้าคือ การอุดหนุนจากภาครัฐในรูปแบบ FIT อาจมีแนวโน้มค่อยๆ ลดลง จุดนี้น่าจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจะต้องหันมาปรับปรุงกระบวนการผลิต ด้วยการแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตหรือ Plant Factor ให้ได้กระแสไฟฟ้ามากขึ้นกว่าเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการในธุรกิจจะต้องมีการบริหารจัดการฝั่งของต้นทุนที่ดีเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นควบคู่กันไป เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐที่จะอาจจะปรับลดลงในอนาคต