loader image

มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย
Alternative Energy Institute of Thailand Foundation

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ชวนองค์กรทั่วโลกดูแลความปลอดภัยและสุขภาพในที่ทำงาน ด้วยการพลิกโฉมการฝึกอบรม-สนับสนุนพนักงาน เนื่องในวันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ชวนองค์กรทั่วโลกดูแลความปลอดภัยและสุขภาพในที่ทำงาน ด้วยการพลิกโฉมการฝึกอบรม-สนับสนุนพนักงาน เนื่องในวันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล

บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) ผู้นำระดับโลกด้านบริการสุขภาพและความมั่นคงปลอดภัย เรียกร้องให้องค์กรทั่วโลกแสดงความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพ ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เนื่องในวันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล (World Day for Safety and Health at Work) เพราะการล้มป่วยและบาดเจ็บจากการทำงานยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลในระดับสากล ขณะที่ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยทุก ๆ ปีมีพนักงานราว 2.93 ล้านคนเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน (89%) รวมทั้งจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บจากการปฏิบัติงาน (11%)[1]

อัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการทำงานมากกว่า 75% มีสาเหตุมาจากโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิต เนื้องอก และโรคระบบทางเดินหายใจ1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและการสัมผัสมลพิษถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน1 ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบังคับใช้มาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานอย่างเคร่งครัด

ข้อมูลจากอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ โดยในปี 2567 มีการยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า[2]

ข้อมูลจากรายงานฉบับใหม่ล่าสุดของมูลนิธิ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS Foundation) ชี้ว่า ถึงแม้ว่าพนักงานและองค์กรต่างมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายในที่ทำงาน แต่พนักงานทั่วโลกส่วนใหญ่กลับไม่เคยได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (62%)[3] อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีหลายภาคส่วนที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง แต่องค์กรจำนวนมากก็แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการส่งเสริมสุขภาพจิตของพนักงาน องค์กรมากกว่า 70% ได้รวมมาตรการส่งเสริมสุขภาพจิตไว้ในนโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานแล้ว

ดร. โอลิวิเยร์ โล (DrOlivier LO) ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ฝ่ายบริการอาชีวอนามัย บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ อันตรายที่เกิดขึ้นในที่ทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับร่างกายและจิตใจของพนักงานนั้น มักมีสาเหตุมาจากข้อจำกัดด้านการกำกับดูแลองค์กรและการจัดสรรทรัพยากร ทั้งนี้ หน้าที่ในการดูแลพนักงานเป็นเรื่องที่ไม่สามารถต่อรองได้ การละเลยเรื่องเหล่านี้อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงทั้งต่อบุคลากรและเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่การรับมือกับปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องใช้วิธีการแบบองค์รวมที่มีแบบแผน โดยคำนึงว่าสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานทั่วโลกเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันและไม่สามารถแยกจากกรอบการดำเนินงานในภาพรวมขององค์กรได้ นอกจากนี้ การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็วในที่ทำงาน ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าเราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและอาจจะทำให้เกิดอันตรายในรูปแบบใหม่ได้

แนวทางปฏิบัติด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ปลูกฝังภายในองค์กร ซึ่งครอบคลุมถึงการให้ความรู้และการฝึกอบรม ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบรรเทาความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเฝ้าระวังเชิงรุกและป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดจากบุคลากร เมื่อสุขภาพและความปลอดภัยถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรอย่างแล้ว ทั้งพนักงานและผู้บริหารจะมีความพร้อมมากขึ้นในการบ่งชี้และรับมือกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อปกป้องพนักงานและสร้างความมั่นใจในเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน”

อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ได้นำเสนอวิธีการดูแลที่ทำงานให้อยู่ในสภาพที่ดีต่อสุขภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ดังนี้

1. ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยอย่างละเอียด ด้วยการบ่งชี้และประเมินอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในที่ทำงาน ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ การยศาสตร์ และจิตสังคม

2. ส่งเสริมวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพและสุขภาวะในที่ทำงาน ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ให้ความสำคัญและส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงาน ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานเข้ารับบริการด้านสุขภาพ เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะ และเข้ารับการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต

3. จัดให้มีการฝึกอบรมอย่างครอบคลุม เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นให้แก่พนักงานในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย โดยครอบคลุมถึงการบ่งชี้อันตราย แนวปฏิบัติในการทำงานอย่างปลอดภัย ตลอดจนมาตรการรับมือในกรณีฉุกเฉิน

4. พัฒนาแผนการจัดการภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุในสถานที่ทำงาน ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานให้เหลือน้อยที่สุด

5. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพจิต ด้วยโปรแกรมสนับสนุนสุขภาวะทางจิตของพนักงาน รวมถึงลดการตีตราทางสังคม และเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต

6. บรรเทาความเสี่ยงจากชั่วโมงการทำงานที่มากจนเกินไป ด้วยการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทำงานล่วงเวลามากเกินไป โดยครอบคลุมถึงการวางกลยุทธ์ในการบริหารปริมาณงาน และการดูแลให้พนักงานมีวันลาหยุดตามความเหมาะสม

7. ทบทวนและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ โดยตรวจสอบและประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งดำเนินการปรับปรุงตามความจำเป็น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโปรแกรมดังกล่าวได้รับการพัฒนาอยู่เสมอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ไม่มีความเห็นที่จะแสดง

ADIPEC 2024 bio-paraxylene EGAT Ending Plastic Pollution ENEOS Corporation GISTDA HONGHUA GROUP IC&C Day 2024 Itawani Lifelong learning Living Learning Platform Mitsubishi Corporation Neste PEA PET Suntory Thailand Digital Outlook WORLD CLASS DESTINATION DEVELOPMENT กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์5 ซันโทรี่ พลังงานแสงอาทิตย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น วันสิ่งแวดล้อม สดช. สภากาชาดไทย ห้องเรียนสีเขียว อินโดรามา เวนเจอร์ส อิวาตานิ ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ เชลล์ เชลล์แห่งประเทศไทย เนสท์เล่ (ไทย) เนสท์เล่ อินโดไชน่า เนสเต้ เอเนออส โซลาร์เซลล์