“บางจากฯ”นำนวัตกรรมสีเขียวพัฒนาธุรกิจ สร้างความยั่งยืนและเติบโต

0
111

CEO บมจ.บางจากฯ ”ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” แถลงแผนธุรกิจในสี่ปีข้างหน้า พัฒนาธุรกิจสี่ด้าน (four engines) ทั้งโรงกลั่น การตลาด ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติ ห้ากลุ่มธุรกิจ (five business groups) อย่างยั่งยืนและมั่นคง โดยเพิ่มการลงทุนในธุรกิจสีเขียวและสร้างความเข้มแข็งในธุรกิจต้นน้ำ ตั้งเป้า EBITDA โตขึ้น 2 เท่า

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจใน 4 ปีข้างหน้า (2562-2565) ว่า บริษัท บางจากฯ มีแผนลงทุน 77,000 ล้านบาท พัฒนาและขยายธุรกิจกลุ่มบางจากฯ ตั้งเป้ามีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม EBITDA โตขึ้น 2 เท่า โดยในปี 2566 คาดว่ามี EBITDA มากกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการเติบโตอย่างเท่าตัวอีกครั้งหนึ่ง จากที่บางจากฯ เคยมี EBITDA กว่า 7,000 ล้านบาทในปี 2555 และเพิ่มเป็นประมาณ 14,000 ล้านบาทในปี 2560 ภายใต้การขยายการลงทุนในธุรกิจสีเขียว


“เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งใน 4 ปีข้างหน้านี้ บางจากฯ จะมุ่งเน้นการขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ และธุรกิจต้นน้ำ บนความเข้มแข็งของ 4 กลไกขับเคลื่อนธุรกิจบางจากฯ ทั้งธุรกิจโรงกลั่น ธุรกิจการตลาด ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ และธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังคงมุ่งมั่นรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งบูรณาการเทคโนโลยี สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจชีวภาพ” นายชัยวัฒน์กล่าว

โดยในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน จากที่มีกำลังการผลิตสูงสุดที่ 120,000 บาร์เรลต่อวันในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จึงมีแผนยกระดับเพิ่มกำลังการกลั่นให้ได้ถึง 135,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2563 ควบคู่กับการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่น YES-R Project และโครงการ 3E (Efficiency, Energy, and Environment Improvement) รวมทั้งลดการใช้พลังงานเพื่อมุ่งมั่นเป็นโรงกลั่นสีเขียวที่ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมขยายธุรกิจ Trading ทั้งการซื้อขายน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป เชื้อเพลิงชีวภาพและแร่ลิเทียม ซึ่งมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นในอนาคต

กลุ่มธุรกิจการตลาด จากความสำเร็จของแบรนด์บางจากฯ ในช่วงที่ผ่านมา ด้วยส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 2 และเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้แนวคิดสถานีบริการ Greenovative Experience ของคนรุ่นใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งใน 4 ปีข้างหน้านี้ ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็นร้อยละ 18 โดยมีแผนจะเพิ่มสัดส่วน EBITDA จากการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ร้อยละ 10 และเพิ่มสัดส่วนรายได้ในธุรกิจ Non-oil และ Lube เป็นร้อยละ 30 ในปี 2565 พร้อมก้าวสู่อันดับ 1 ในใจของผู้ใช้บริการจากดัชนีชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้า หรือ Net Promoter Score: NPS

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ซึ่งมีกำลังการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลรวม 1.8 ล้านลิตรต่อวัน นับเป็นธุรกิจและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จะมีการจัดตั้ง Bio Hub ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภายใต้ยุทธศาสตร์ ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง ทั้งด้านไบโอพลาสติก วัสดุชีวภาพ น้ำตาล Generation ที่ 2 และโปรตีนชีวภาพ ก้าวสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมชีวภาพ

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ บริษัท บางจากฯ ถือหุ้นเป็นอันดับ 2 ใน Lithium Americas Corp. ซึ่งมีกำลังการผลิตในเฟสที่ 1 ปริมาณ 25,000 ตันต่อปี และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 50,000 ตันต่อปี ทั้งนี้ บริษัท บางจากฯ ได้รับสิทธิ์ในการจำหน่าย หรือนำไปป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับโรงงานแบตเตอรี่ลิเทียมตามแผนการลงทุนของบริษัท ทั้งนี้ ปริมาณแร่ลิเทียมดังกล่าวเพียงพอสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้จำนวน 62,500 คันต่อปี อีกทั้งมุ่งขยายการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำที่บริหารโดยบริษัท OKEA ประเทศนอร์เวย์ กำลังการผลิต 25,000 บาร์เรลต่อวัน คาดว่าจะมี EBITDA จากการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ รวมทั้งแสวงหาแหล่งน้ำมันดิบและพลังงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ด้านการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เช่น การพัฒนากระบวนการซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการบริหารจัดการการขนส่งน้ำมัน และใช้เทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) วิเคราะห์ข้อมูลจากระบบเก็บฐานข้อมูล (Big Data) มาพัฒนางานบริการและบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า สร้าง Brand Loyalty และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านการบริการ

นอกจากนี้ เพื่อลดผลกระทบจากความพลิกผันของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ หรือ BiiC จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมโดยมีแผนจัดทำ Corporate Venture Capital (CVC) และการวิจัยพัฒนา เพื่อการลงทุนใน Startup ของบริษัท สร้างโอกาสในการเติบโตของธุรกิจในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยลงทุนในธุรกิจหลักของบริษัทฯ ร้อยละ 60 ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ร้อยละ 30 และเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ ร้อยละ 10 พร้อมตั้งเป้าที่จะจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) อย่างน้อย 2 รายการ

ในด้านของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัท บางจากฯ ให้ความสำคัญในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) ผ่านการลงทุนของบริษัท BCPG และพัฒนาผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติก โดยใช้พืชเกษตรกรรมของไทยมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต (Feedstock) ผ่านการดำเนินงานของบริษัท BBGI เพื่อลดขยะพลาสติก (Plastic Waste) และช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำของสินค้าภาคเกษตรกรรมของไทยอีกด้วย

พร้อมดูแลชุมชนเพื่อนบ้านรอบโรงกลั่นที่เป็นสังคมใกล้ รวมทั้งสังคมไกล โดยล่าสุด บริษัท บางจากฯ ได้ร่วมพัฒนาพื้นที่แก่นมะกรูด จังหวัดอุทัยธานี เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้แนวทางเกษตรวิถีและวัฒนธรรม ต่อยอดเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนรองรับผู้มาเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี โดยสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการประกอบอาชีพแก่เกษตรกร ด้านหลักกสิกรรมธรรมชาติ การบริหารจัดการน้ำด้วยโคกหนองนาโมเดล การอบรมแปรรูปและพัฒนาสินค้าชุมชน พร้อมขยายช่องทางกระจายสินค้าเกษตร เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง

บริษัท บางจากฯ พร้อมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการบริหารธุรกิจ และยึดมั่นในแนวทางการพัฒนาธุรกิจที่สร้างสมดุลระหว่าง “คุณค่า” กับ “มูลค่า” พร้อมก้าวสู่ปีที่ 35 อย่างมั่นคง