กลุ่มบางจากฯโชว์ผลงาน 9 เดือนเยี่ยมนำนวัตกรรมต่อยอดธุรกิจ

0
30

“บมจ.บางจากฯ” แถลงผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกปี 2561 ยอดกลั่นน้ำมันทั้งไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ชูนวัตกรรมสีเขียวผ่านโครงการนำร่องแลกเปลี่ยนซื้อขายไฟฟ้าด้วยระบบ GEMS ผลักดันยอดขายผ่านบัตรบางจากกรีนไมล์ และ Application สำหรับสมาร์ทโฟน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกบัตรบางจาก พร้อมเผยโฉมปั๊มใหม่ตู้จ่ายทันสมัย


นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัท บางจากฯ 9 เดือนแรกของปี 2561 ว่า บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 143,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) 10,518 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 4,710 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 4,009 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.91 บาท

            สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2561 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 53,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มี EBITDA 4,160 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,216 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 1,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 75 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 84 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.35 บาท โดยหลักมาจากธุรกิจโรงกลั่นที่มีอัตราการผลิตระดับสูงและค่าการกลั่นที่ดี และธุรกิจพลังงานไฟฟ้ารับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์ให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

            ด้านกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA รวม 2,142 ล้านบาท มีปริมาณการผลิตเฉลี่ยทั้งไตรมาสอยู่ที่ 118,820 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 99 ของกำลังการผลิตรวม ซึ่งเป็นสถิติอัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีค่าการกลั่นพื้นฐาน 7.60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มีค่าการกลั่นรวม 8.05 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยค่าการกลั่นรวม (Total GRM) เท่ากับ 2,916 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากค่าการกลั่นพื้นฐาน (Market GRM) ที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหลังจากช่วงการหยุดซ่อมบำรุงประจำปี ประกอบกับต้นทุนน้ำมันดิบได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันดิบเดทต์เบรนกับน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ลดลง ในไตรมาสนี้มี Inventory Gain 241 ล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น แต่มีรายการขาดทุนจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า 78 ล้านบาท

            กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 468 ล้านบาท มีปริมาณการจำหน่ายรวม 1,451 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการเป็นอันดับ 2 ส่วนแบ่งการตลาดในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2561 อยู่ที่ร้อยละ 16 ส่วนจำนวนสถานีบริการ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2561 มีจำนวน 1,154 สาขา บางจากฯ ได้ดำเนินกลยุทธ์เพื่อผลักดันยอดขายผ่านโปรแกรมการตลาดต่างๆ โดยเปิดตัวบัตรสมาชิกรูปแบบใหม่ “บางจากกรีนไมล์” สามารถสะสมคะแนนได้ทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันรวมทั้งสินค้าและบริการในเครือบางจากพัฒนา Bangchak Mobile Application เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้กับสมาชิกมากขึ้น พร้อมเปิดตัว

            สถานีบริการรูปแบบทันสมัยที่ใช้ตู้จ่ายแบบแขวนระบบดิจิตอล บนถนนสุขุมวิท ซอย 62 เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการ พร้อมนวัตกรรมใหม่ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ศรีนครินทร์ ที่ติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังงานชุมชนสีเขียว Green Community Energy Management System หรือ GEMS เพื่อริเริ่มโครงการนำร่องประมูลซื้อไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี Blockchain ในระบบผลิตไฟฟ้าแบบไม่เชื่อมต่อกับสายส่งการไฟฟ้า (Smart Isolated Microgrid) เพื่อให้อาคารและร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่สามารถซื้อ-ขายเพื่อใช้ไฟฟ้าในต้นทุนที่ต่ำได้ปริมาณมากที่สุด

            กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า มี EBITDA 1,542 ล้านบาท มีรายได้จากการขายและให้บริการ 830 ล้านบาท และมีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้ารวมใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้ารวมลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยค่าความเข้มแสงเฉลี่ยของโครงการทั้งในและต่างประเทศปรับลดลง จากปริมาณเมฆและฝนตกมากขึ้น ในไตรมาสนี้รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 114 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ 21 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ 93 ล้านบาท นอกจากนี้ มีการรับรู้กำไรจำนวน 795 ล้านบาท จากการจำหน่ายสินทรัพย์โครงการโซลาร์ให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในประเทศญี่ปุ่น

            กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ มี EBITDA รวม 149 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล 111 ล้านบาท และธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล 65 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซลมีรายได้ 1,460 ล้านบาท มีอัตราการผลิตเฉลี่ยที่ 681,000 ลิตรต่อวัน มีสัดส่วนการผสม B100 ในน้ำมันดีเซลร้อยละ 7 ตลอดไตรมาส กำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบปรับลดลงมากกว่าราคาผลิตภัณฑ์ B100 ที่ปรับลดลง ในส่วนของธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล มีรายได้ 1,156 ล้านบาท มีปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากการรับรู้ผลการดำเนินงานของ บริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น ะบบดิจิตอล ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคและเพิ่มพื้นที่บริกจำกัด (มหาชน) โดยมีปริมาณการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังเฉลี่ย 129,000 ลิตรต่อวัน และปริมาณการผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล 333,000 ลิตรต่อวัน แต่ในส่วนของกำไรขั้นต้นได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น

            กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ธุรกิจสำรวจและผลิตมีรายได้ลดลงจากปริมาณการจำหน่ายที่ลดลง เนื่องจากกลุ่มบริษัทได้ขายหุ้นใน Nido Production (Galoc) Pty. Ltd. ซึ่งเป็นผู้ถือครองแหล่งน้ำมันดิบ Galoc อยู่ร้อยละ 55.8 ซึ่งรายการซื้อขายหุ้นและการชำระดังกล่าวได้แล้วเสร็จในไตรมาส 3 ของปีนี้ ทำให้มีการรับรู้กำไรจากการต่อรองประมาณการเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นประมาณ 42 ล้านบาท

            นอกจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาและนำนวัตกรรมที่สร้างสรรค์มาขับเคลื่อนธุรกิจในกลุ่ม เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต รวมทั้งสร้างโอกาสและการเติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว บริษัท บางจากฯ ยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นองค์กรที่มีคุณค่า รับผิดชอบ สร้างประโยชน์ต่อสังคมใกล้และสังคมไกลของบริษัท ตามวัฒนธรรมองค์กร “พัฒนานวัตกรรมธุรกิจอย่างยั่งยืนไปกับสิ่งแวดล้อมและสังคม”

            โดยล่าสุด บริษัท บางจากฯ ได้ต่อยอดการใช้แก้วไบโอคัพในร้านอินทนิล โดยเปลี่ยนเป็นแก้วที่ใช้ฝาใหม่ไร้หลอด เพื่อลดปริมาณขยะจากการใช้หลอดพลาสติก ลดผลกระทบและร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม รวมถึงร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่แก่นมะกรูด จังหวัดอุทัยธานี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชน สามารถรองรับผู้มาเยี่ยมชมได้ตลอดทั้งปี โดยพัฒนาองค์ความรู้ทางการเกษตรเพื่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น กล้วยคลุกสมุนไพร – ธัญพืช ส่งเสริมการปลูกอ้อยชนิดคั้นน้ำเพื่อนำมาจำหน่ายเป็นวัตถุดิบให้ร้านสพาร์ (SPAR) ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง และเพิ่มช่องทางกระจายสินค้า