อนาคตไทยยุค 4.0 และโอกาสใหม่ที่มากกว่ายานยนต์ไฟฟ้า

0
663

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ ห้องแอมเบอร์ 2-3 อิมแพค เมืองทองธานีมีการจัดงานเสวนาพลังงานทางเลือก 4.0 ในหัวข้อ “ความท้าทายขออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยใน”NEW S-CURVE” โดยมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AEITF) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC ) และบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (GPI) โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดงานเสวนาพร้อมปาฐกถาพิเศษ “ความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยใน NEW S-CURVE”

อลงกรณ์ พลบุตร

คุณสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานเสวนาว่า กิจกรรมหลักมูลนิธิก็คือ จัดทำกิจกรรมสัมมนา, การจัดนิทรรศการและเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ การใช้ประโยชน์สูงสุดจากพลังงานทางเลือกในยุค 4.0 รวมทั้ง ให้บริการงานทางด้านวิชาการ องค์ความรู้แก่ชุมชนและประชาชนทั่วไปผ่านช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ

การจัดงานเสวนาพลังงานทางเลือกในยุค 4.0 ในหัวข้อ “ความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยใน NEW S-CURVE” เป็นกิจกรรมที่สำคัญของมูลนิธิ ซึ่งได้จัดขึ้นทุกปีก็เพื่อเป็นการสร้างความรับรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการสมัยใหม่ภายใต้ระบบนิเวศใหม่ในพื้นที่ EEC โดยมั่นใจว่า ยานยนต์ไฟฟ้าจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศไทยยุค 4.0 รวมทั้งพลังงานสะอาดอื่นๆ เช่น พลังงานลม พลังงานชีวภาพ พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งหากมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น เทคโนโลยีการเก็บกักพลังงาน เครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือสมาร์ทกริด เพื่อการจัดการพลังงานก็สามารถ สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทยโดยไม่ต้องพึ่งพิงพลังงานจากฟอสซิล

นอกจากนั้นการจัดเสวนาในครั้งนี้ก็เพื่อจุดประการความคิดให้กับรัฐบาลในการพิจารณาตรวจสอบมุมมองทุกฝ่ายให้รอบด้าน ไม่ใช่การทำร้ายธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งให้ล้มไป แต่ให้มองเป็นโอกาสใหม่ โอกาสของธุรกิจเกิดใหม่ และโอกาสที่จะพัฒนาต่อยอดธุรกิจเดิมให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่ายและประชาชนในประเทศ

ดร.ไตรทิพย์ สุรเมธางกูร จาก NECTEC กล่าวว่า รัฐบาลประกาศนโยบาย “ประเทศไทย (ยุค) 4.0” เพื่อตั้งรับ “กระแสคลื่นลูกใหม่” หรือ New S Curve พร้อมทั้งกำหนดส่งเสริม10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถูกจัดเป็นยานยนต์สมัยใหม่) ที่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ผลักดันโลกไปสู่คลื่นลูกใหม่ได้แก่ 1.ความตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานสะอาด 2.ความต้องการความสะดวกคล่องตัวมากขึ้นของคนยุคใหม่ และ 3.ความพร้อมของเทคโนโลยีก้าวกระโดด (Disruptive Technologies) ที่เป็นเครื่องมือวิเศษสำหรับผู้มีทักษะการบูรณาการและคิดสร้างสรรค์

ธุรกิจคลื่นลูกใหม่จึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่ผลิต “ยานยนต์สมัยใหม่”ออกมาขายแทนที่ยานยนต์สมัยเก่า แต่ต้องใช้พลังงานสะอาดและยังหลอมรวมการสื่อสารและการเชื่อมต่อมาช่วยเพิ่มความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงการลดภาระต่างๆ ที่อาจไม่เกี่ยวกับการเดินทางหรือลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นให้กับผู้ใช้บริการ ด้วยการเสนอบริการรูปแบบใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ นักพัฒนาคลื่นลูกใหม่จะสนุกกับการทำหน้าที่เพิ่มเพื่อสร้างโอกาสใหม่ และกล้าหลอมรวมการทำหน้าที่ใหม่ของสิ่งต่างๆที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกันเพื่อสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ ซึ่งเรียกแนวทางนี้ว่า Smart Mobility แต่นักพัฒนาคลื่นลูกเก่ายังเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับยานยนต์และไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องทำเพิ่ม เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่บนคลื่นลูกเก่าที่ต่อยอดแนวทางเดิมไปเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันก็ไม่มีธุรกิจเช่นนี้เหลือให้เห็นแล้ว

ดังนั้น การพัฒนาคลื่นลูกใหม่ของประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางแบบพลิกโฉม (Disruption) จะริเริ่มให้เกิดขึ้นได้ก็ต้องออกจากวังวนการต่อยอดแนวทางเดิมก่อน ภาครัฐต้องเป็นผู้นำการพลิกโฉมแนวทางใหม่ และใช้นโยบายแบบพลิกโฉม (Disruptive Policy) ตั้งแต่การวางโครงสร้างและรากฐานการพัฒนา กำหนดบทบาทหน้าที่ใหม่และบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสร้างห้องเรียนคลื่นลูกใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่าน ภารกิจเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ส่วนราชการเป็นผู้นำการขับเคลื่อน ต้องทำหน้าที่เพิ่มขึ้นและปรับรูปแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง ทดลองและพัฒนาไปพร้อมกับภาคส่วนอื่นๆ จึงจำเป็นต้องใช้ระบบราชการที่สละทิ้งพื้นที่สุขสบายที่เพียรรักษาและสืบทอดกันมานาน เพื่อปรับให้ระบบการทำงานเป็นปกติเพียงพอที่จะเน้นการทำประโยชน์ได้มากกว่าทำคะแนน เพื่อให้คนไทย 4.0 ทั้งในประเทศและที่อยู่ทั่วโลกสามารถกลับมาช่วยพัฒนาประเทศไทยได้ ซึ่งน่าจะเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดสำหรับรัฐบาลไทย

โดยสรุปทั้งยานยนต์ไฟฟ้า และ Smart Mobility มาได้แน่ๆ และเป็นโอกาสสำคัญของคนไทยด้วย แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่า ก็คือ รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้และจังหวะที่โลกกำลังจะเปลี่ยนไปสู่ยุค 4.0 ทำประโยชน์ให้คนไทยได้อย่างไร และจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ได้อย่างไร

ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวถึงเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ (Next Generation Mobility) ว่า กระแสของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive Technology) มีการพูดถึงกันมากขึ้นในช่วงนี้ เพราะในช่วงที่ผ่านมามีการเกิดเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีหลายอย่าง ยกตัวอย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือกล้องถ่ายรูป ซึ่งปัจจุบันโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ได้ถูกใช้งานในการโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็น Smart Phone ที่สามารถถ่ายรูป หรือใช้งานอินเตอร์เน็ต เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ติดตัวขนาดเล็ก ทั้งนี้ ในภาคการขนส่งมีการคาดการณ์กันว่า การเดินทางด้วยยานยนต์สมัยใหม่หรือยานยนต์อัจฉริยะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการยานยนต์โลกและกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีหลายบริษัทกำลังพัฒนายานยนต์สมัยใหม่กันอยู่ ซึ่งสามารถจะสรุปแนวโน้มในการพัฒนาใน 4 เรื่องหลักอันได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle = BEV) รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ รถยนต์เชื่อมต่อกับภายนอก และการแบ่งปันการใช้รถยนต์

 

สำหรับ BEV หรือ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% หรือ เป็นเทคโนโลยียานยนต์ที่เปลี่ยนจากต้นกำลังเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนหลักมาเป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยการทดแทนการเติมเชื้อเพลิงน้ำมันด้วยการอัดประจุไฟฟ้าจากภายนอกแทน ซึ่งพลังงานไฟฟ้าจะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่ในตัวรถ โดยผู้ใช้รถสามารถอัดประจุไฟฟ้าจากที่พักอาศัยหรือที่ทำงานได้อย่างสะดวก ที่สำคัญไม่มีการปลดปล่อยมลพิษจากรถยนต์สู่ท้องถนน รวมทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันมีบริษัทผู้นำที่มีการพัฒนาและนำรถยนต์ไฟฟ้าออกมาขายเชิงพาณิชย์ เช่น บริษัท Tesla โดยปัจจุบันมี 3 รุ่นที่ออกจำหน่าย ซึ่งมีระยะทางวิ่ง 300-500 กม.ต่อการอัดประจุ 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นความท้าทายของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ายังมี 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือ “ต้นทุนของแบตเตอรี่” ซึ่งมีราคาสูงส่งผลทำให้ราคาของยานยนต์ไฟฟ้าทั้งคันและต้นทุนในการถือครองรถยนต์ไฟฟ้ายังสูงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์อยู่ ถึงแม้ว่า ต้นทุนการใช้งานด้วยพลังงานไฟฟ้าจะต่ำกว่าการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันก็ตาม ซึ่งจำเป็นต้องมีเงินสนับสนุนผู้ซื้อรถใหม่ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อย่างไรก็ตามต้นทุนของแบตเตอรี่มีแนวโน้มลดลงและคาดว่า จะอยู่ลงไปต่ำกว่า $100/kWh ภายใน 5 ปี ทำให้ต้นทุนการถือครองของรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มลดลงอย่างมากและคาดว่าต้นทุนการถือครองของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทางวิ่ง 200-250 กม.ต่อการอัดประจุไฟฟ้าจะไม่แตกต่างกับรถยนต์เครื่องยนต์ในอีกไม่ช้า

สำหรับความท้าทายที่สองได้แก่ “ระยะเวลาในการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับการเดินทางระยะไกล” โดยทั่วไปรถยนต์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ขนาด 20-30 kWh สามารถใช้งานได้ระยะทาง 100-150 กม. และเมื่ออัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว 50 kW ที่ความจุ 80-90% จะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที หากรถยนต์มีแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น เป็น 40-80 kWh จะสามารถเดินทางด้วยระยะทาง 200-400 กม. ซึ่งต้องพัฒนาระบบอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็วให้มีกำลังสูงประมาณ 350-500 kW เพื่อรักษาเวลาการอัดประจุประมาณ 20-30 นาที นอกจากนี้ยังต้องมีการพัฒนาเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะให้ครอบคลุมการใช้งานให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้รถเกิดความมั่นใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในการเดินทางระยะไกล

 

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กล่าวถึงการพัฒนาโครงการ Chachoengsao Bluetech City ในพื้นที่ EEC เพื่อต่อยอดธุรกิจ New S-Curve ของบริษัทว่า บริษัททำงานด้านพลังงานทดแทนมาอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมาตลอดว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก ทำให้คนมีความตระหนักเรื่องนี้มากขึ้น EA จึงเน้นทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเราจะเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานหลัก จากปัจจุบันที่พลังงานทดแทนเป็นเพียงพลังงานทางเลือก ดังนั้นจึงต้องไปลงทุนในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งถือว่า เป็นจิกซอร์ตัวสุดท้าย ที่จะทำให้พลังงานทางเลือกกลายเป็นพลังงานหลักได้

EA มองว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำนั้นก็เป็นวิชั่น ซึ่งเกิดจากการไปรวบรวมความคิดเห็นมาแล้ว จึงได้เน้นพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายคือ 5 New S-Curve เดิมกับ 5 New S-Curve ใหม่ เป็นสิ่งที่ประเทศควรเดินหน้า รัฐบาลจึงส่งเสริมและมีการตั้งเขต EEC ขึ้นมา แต่ประเทศไทยมีข้อจำกัดในเรื่องกฎหมาย กฎเกณฑ์ต่างๆ เวลาจะทำอะไรก็ขยับตัวช้า ซึ่งอุตสาหกรรมใหม่ที่ว่า ทั้งแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีชีวภาพ ก็เป็นสิ่งที่บริษัทอยากจะเข้าไปทำอยู่แล้วแต่พบว่า สิ่งแวดล้อมปัจจุบันไม่น่าจะทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นได้ จึงที่มาว่า ทำไมเราจึงเข้าไปทำโครงการ Chachoengsao Blutech City เป็นแบบนิคมอุตสาหกรรมในแบบระบบนิเวศน์ใหม่” นายสมโภชน์กล่าว

ที่มา :  https://bit.ly/2pRDGf4