กกพ.ปรับค่าเอฟที8.87สตางค์ต่อหน่วยตามต้นทุน

0
164

กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับค่าเอฟทีงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2560 เป็น -15.90 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดที่แล้วเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2560 เท่ากับ 8.87 สตางค์ต่อหน่วยตามต้นทุนในการผลิตและจัดหาไฟฟ้าที่สูงขึ้นในช่วงเดือนดังกล่าว

​                นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังจากการประชุม กกพ. ว่า กกพ. ได้พิจารณาผลการคำนวณค่าเอฟทีสำหรับการเรียกเก็บในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 60 ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย ปรับเพิ่มขึ้นจากงวดก่อน 8.87 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ในการพิจารณาค่าเอฟทีครั้งก่อนที่คาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ และมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าปีนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นด้วย โดยสาเหตุหลักมาจาก สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ลดลงตามฤดูกาล และการใช้ถ่านหินที่ลดลงจากการหยุดบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าตามแผนในช่วงฤดูหนาวที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งปรับตัวสูงขึ้นโดยเป็นผลมาจากสัดส่วน LNG ที่เริ่มสูงขึ้น จากราคาน้ำมันเตาที่ปรับตัวขึ้นก่อนหน้า โดยที่มีค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนส่วนที่สูงกว่าประมาณการในรอบที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันสะสมเพิ่มมากขึ้น

​นอกจากนี้ โฆษก กกพ.ยังได้กล่าวสรุปถึงปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 60 ดังนี้

  1. อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าช่วง พ.ค. – ส.ค. 60 (ปรับปรุงค่าจริงเดือน พ.ค. 60) ซึ่งอยู่ที่ระดับ 34.31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 34.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้น 0.12 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ตามอัตราแลกเปลี่ยนขายถัวเฉลี่ยธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกิดขึ้นจริงเฉลี่ยวันที่ 1-16 มิ.ย. 60
  2. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 60 เท่ากับ 61,420 ล้านหน่วย ปรับตัวลดลงจากช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 60 เท่ากับ 4067 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ -6.21
  3. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 60 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 63.64 รองลงมาเป็นรับซื้อไฟฟ้าจากลาว ร้อยละ 12.63 ลิกไนต์ ร้อยละ 9.14 และถ่านหินนำเข้า ร้อยละ 7
  4. แนวโน้มราคาเชื้อเพลิงคาดว่า ราคาก๊าซธรรมชาติรวมค่าผ่านท่อและค่าดำเนินการของโรงไฟฟ้า กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชน 245.64 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดที่ผ่านมา 3.80 บาทต่อล้านบีทียู ราคาน้ำมันเตาคงที่อยู่ที่ 13.27 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 20.04 บาทต่อลิตร ลดลงจากงวดปัจจุบันที่ปรับปรุงค่าจริงเดือน พ.ค. 60 ซึ่งอยู่ที่ 21.18 บาทต่อลิตร เท่ากับ 1.14 บาทต่อลิตร ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าเอกชนอยู่ที่ 2,108.45 บาทต่อตัน ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 2,178.64 บาทต่อตันในงวดปัจจุบันที่ปรับปรุงค่าจริงเดือน พ.ค. 60 แล้ว เท่ากับ 70.19 บาทต่อตัน และราคาลิกไนต์ กฟผ. อยู่ที่ 693 บาทต่อตัน ไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐในส่วน Adder และ FiT ในเดือน ก.ย. – ธ.ค. 60 ได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 14,312.97 ล้านบาทในประมาณการงวดป้จจุบัน (ปรับปรุงค่าจริงเดือนพฤษภาคม 2560) มาอยู่ที่ 14,497.07 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 184.10 ล้านบาท ประกอบกับประมาณการจำนวนหน่วยไฟฟ้าในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 60 จะลดต่ำลงจากช่วงปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อเทียบเป็นอัตราต่อหน่วยแล้วจะทำให้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวในงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 60 ซึ่งอยู่ที่ 25.81 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น จากงวด พ.ค. – ส.ค. 60 ที่ปรับปรุงค่าจริงเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งอยู่ที่ 23.81 สตางค์ต่อหน่วย เท่ากับ 2.00 สตางค์ต่อหน่วย

จากการปรับค่าเอฟทีเรียกเก็บงวดเดือน ก.ย. – ธ.ค. 60 เป็น -15.90 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดที่แล้ว 8.87 สตางค์ต่อหน่วย จะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.5966 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งจากมติ กกพ. ดังกล่าวข้างต้น สำนักงาน กกพ. จะเผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดผ่านทาง www.erc.or.th เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่วันที่ 12–26 กรกฎาคม 2560 เวลา 12.00 น. ก่อนที่จะนำผลการรับฟังความคิดเห็น มาพิจารณาและให้การไฟฟ้าประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในรอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อไป