พน.ออกมาตรการเร่งใช้น้ำมันปาล์มในประเทศแก้ปมราคาตกต่ำ

0
43

กระทรวงพลังงาน (พน.) ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนด้วยการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตไฟฟ้า และมาตรการต่อเนื่องระยะยาว ในการใช้น้ำมันปาล์มดิบผสมในไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพลังงานได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร 2 แนวทาง ทั้งการใช้นำมันปาล์มเพื่อผลิตไฟฟ้าและใช้น้ำมันปาล์มดิบในภาคขนส่ง 

  1. การใช้น้ำมันปาล์มดิบในการผลิตกระแสไฟฟ้า

            1.1 กระทรวงพลังงาน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากพื้นที่แหล่งผลิตที่สำคัญ เช่น กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร เป็นต้น ในปริมาณ 160,000 ตัน เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

            1.2 กฟผ. จะรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ในราคา 18 บาท/กก. ณ ท่าเทียบเรือโรงไฟฟ้าบางปะกง โดยจะร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดหาจากเกษตรกรผู้ผลิตที่ลานเท และโรงสกัดที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะเริ่มรับซื้อตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 เป็นต้นไป และใช้ในการผลิตไฟฟ้าระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2562

            1.3 กฟผ. จะใช้เงินในการซื้อน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 2,880 ล้านบาท ซึ่งเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงสูงกว่าค่าไฟฟ้า 1,354 ล้านบาท ซึ่งส่วนต่างดังกล่าวจะได้รับชดเชยต้นทุนจากกระทรวงพาณิชย์ 525 ล้านบาท และอีก 829 ล้านบาท โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า

  1. การใช้น้ำมันปาล์มดิบในภาคขนส่ง

            ที่ผ่านมา ได้มีการผสมน้ำมันไบโอดีเซล ที่สัดส่วน 6.6 % ซึ่งมีการใช้น้ำมันปาล์มดิบ ประมาณ 1.2 ล้านตัน/ปี ซึ่งกระทรวงพลังงาน มีมาตรการที่จะผสมในสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 6.9 % และจะทำให้มีการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้น 80,000 ตัน/ปี

            ในส่วนของน้ำมันไบโอดีเซล บี 20 มีการตั้งเป้าหมายไว้ที่ 15 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจะใช้น้ำมันปาล์มดิบ ประมาณ 500,000 – 600,000 ตัน/ปี โดยในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ตั้งเป้าหมายการใช้น้ำมันปาล์มดิบ ประมาณ 200,000 ตัน

            จากมาตรการดังกล่าวข้างต้น ทั้งมาตรการเร่งด่วนในการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันปาล์ม และการส่งเสริมการใช้เพิ่มขึ้นในภาคขนส่งในเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคม 2562 จะมีการดูดซับน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นได้ ประมาณ 400,000 ตัน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสต๊อกน้ำมันปาล์มส่วนเกิน

            ทั้งนี้ แม้ว่ามาตรการดังกล่าวข้างต้น จะสามารถลดสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบสู่ระดับปกติและพยุงราคาปาล์มทะลายให้อยู่ระดับราคา 3.25 บาท/กก. ได้ แต่สภาพโดยรวมของตลาดน้ำมันปาล์ม ยังมีปัจจัยกดดันจากการที่สหภาพยุโรป มีข้อกำหนดห้ามไม่ให้มีการใช้น้ำมันปาล์มในส่วนของอาหารและเชื้อเพลิง จึงยังไม่ควรเพิ่มผลผลิตปาล์มทะลายในช่วงนี้