ชวพน.จัดเสวนา“โฉมหน้าพลังงานไทย ยุค : Disruptive Technology”

0
198

นายกำธร วังอุดม ประธานชมรมวิทยาการพลังงาน (ชวพน.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามีบทบาทในชีวิตประจำวัน และเข้ามาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายๆ ธุรกิจ และทุกภาคอุตสาหกรรม ต้องหันกลับมามองตัวเอง พร้อมๆ กับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ปรับกลยุทธ์ เพื่อตอบไลฟ์สไตล์ เพิ่มโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ธุรกิจ ซึ่งธุรกิจพลังงานเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับประโยชน์และผลกระทบจากการทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัล


ดังนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ ได้รับข้อมูลความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ชมรมวิทยาการพลังงาน (ชวพน.) และชมรมวิทยาการพลังงานรุ่นใหม่ (ชวพม.) จึงได้จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “โฉมหน้าพลังงานไทยยุค : Disruptive Technology” ในวันนี้ (27 สิงหาคม 2561) ณ Synergy Hall ชั้น 6 EnCo C ถ.วิภาวดีรังสิต

โดยการจัดงานเสวนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในวงการพลังงาน รวมถึงรับฟังนโยบายพลังงานจาก ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม ปตท. นางปรียนาถ สุนทรวาทะ นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน และนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.


ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะประธานเปิดงานเสวนาวิชาการ “โฉมหน้าพลังงานไทย : ยุค Disruptive Technology” เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต จึงต้องปรับตัวโดยผสมผสานเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ การเร่งพัฒนาเปลี่ยนแปลงระบบพลังงาน สู่ระบบดิจิทัลและระบบพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ควบคู่กับการวางแผนพลังงานให้มีใช้ได้ตามต้องการอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขณะที่ความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ปี 2560-2579 หรือ PDP 2018 คาดเสร็จตามกำหนดภายในเดือนกันยายน 2561 ตามกำหนดการแน่นอน

นายเทวินทร์ วงษ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มการใช้พลังงานของโลก ในงานเสวนาวิชาการโฉมหน้าพลังงานไทย ยุค Disruptive Technology ว่าทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น จากปัจจุบันช่วงปี 2016 ไทยมีการใช้พลังงานแบ่งเป็น พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 11, น้ำมันร้อยละ33, นิวเคลียร์ร้อยละ 4 , ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 24 ซึ่งในอนาคตหลายสถาบันพลังงานได้ประเมินว่า ในปี 2040 อัตราการใช้พลังงานหมุนเวียนจะเติบโตถึงร้อยละ 41 ได้และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่การใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นก็มีความท้าทายในการบริหาร เช่นเดียวกับความท้ายทายในการใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 1.6 ต่อปี

“ขณะนี้ไทยก็ต้องเร่งหาแหล่งก๊าซใหม่ๆ เพื่อทดแทนการนำเข้าจากแหล่งก๊าซจากเมียนมาด้วย หลังจากเมียนมามีนโยบายอาจไม่ส่งก๊าซมาไทยแล้วภายในปี 2570 สิ่งที่นำเข้าจากพม่าก็ค่อยๆ หมดไป โดยระหว่างนี้ ปตท. จึงอยู่ระหว่างการพูดคุยและศึกษาการนำเข้าก๊าซจากแหล่งประเทศอื่น ๆ เช่น จากอลาสก้าในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพื่อให้รองรับต่อการใช้ในประเทศ ที่ปัจจุบันใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจีสูงถึง 500 ล้านตันต่อปี”

นอกจากนี้ มองว่าความท้าทายของภาคพลังงานไทยก็คือ ศักยภาพทรัพยากรปิโตรเลียมที่มีน้อย โดยมีสัดส่วนผลิตพลังงานแต่ละชนิดในประเทศ อาทิ น้ำมันร้อยละ 13 แต่มีการนำเข้าสูงถึงร้อยละ 87 ขณะที่การผลิตก๊าซธรรมชาติร้อยละ 71 นำเข้าร้อยละ 29 ดังนั้น เมื่อทรัพยากรพลังงานที่จำกัด ทำให้ขณะนี้ประเทศไทยต้องนำเข้าพลังงานมีมูลค่าสูงถึง 1.02 ล้านล้านบาทต่อปี และมีการส่งออก 2 แสนล้านบาทต่อปี

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก https://bit.ly/2wp2KgL