ภาคีเครือข่าย 22หน่วยงานร่วมมือจัดการขยะและพลาสติก

0
44

ภาคีเครือข่าย 22 หน่วยงาน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ประกาศเจตนารมณ์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิ.ย.) พร้อมร่วมมือกันจัดการปัญหาขยะและการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าภายในปี 2570 ลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเลได้ไม่ต่ำกว่า 50% พร้อมตั้งคณะทำงานภาครัฐและเอกชน จัดทำแผนปฎิบัติการจัดการขยะและพลาสติก ภายในระยะ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2570 นำร่องรณรงค์ประชาชนรู้จักวิธีกำจัดขยะอย่างถูกต้อง 2 พื้นที่ในจังหวัดระยอง และเขตคลองเตย กรุงเทพฯ   

สถานการณ์ขยะในประเทศไทย นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น สะท้อนจากการที่ไทยติดอันดับ 5 ของโลก ที่มีการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด รองจากอันดับ 1 คือจีน, อันดับ 2 อินโดนีเซีย, อันดับ 3 ฟิลิปปินส์, อันดับ 4 เวียดนาม และอันดับ 6 คือศรีลังกา ซึ่งสำรวจโดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย ในขณะที่ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยว่า 23 จังหวัดชายฝั่งทะเลของไทย มีปริมาณขยะรวมกันถึง 11.47 ล้านตัน เป็นขยะพลาสติกราว 3.4 แสนตัน โดย 10-15% มีโอกาสที่จะปนเปื้อนลงสู่ทะเล ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ทางทะเลและสัตว์ทะเล

โดยในปี 2560 คนไทยผลิตขยะทะเลในปริมาณ 27.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.26% จากปี 2559 ที่มีขยะทะเล 27.06 ล้านตัน หรือเฉลี่ยคนหนึ่งคนจะผลิตขยะ 1.14 กิโลกรัมต่อวัน ส่วนปริมาณขยะที่พบมากสุดในรอบ 25 ปี จากการจัดอันดับขององค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล (Ocean Conservancy) คือก้นบุหรี่ คิดเป็น 32% รองลงมา 9% เป็นห่อ/ซองพลาสติก, 8% เป็นฝาขวดพลาสติก, 6% เป็นขวดพลาสติกและภาชนะบรรจุอาหาร, 4% เป็นขวดแก้ว กระป๋อง หลอด และ 2% เป็นเชือก

นอกจากนี้ ยังพบว่าขยะประเภทที่เป็นเอ็นตกปลา ใช้เวลานานกว่า 600 ปี จึงจะย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ, ขยะขวดพลาสติกใช้เวลา 450 ปี, ขยะกระป๋องอลูมิเนียม 200 ปี, ขยะกล่องโฟม 50 ปี, ขยะถุงพลาสติก 10-20 ปี, ก้นบุหรี่ 1-5 ปี และหนังสือพิมพ์ย่อยสลายภายใน 6 สัปดาห์

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายน 2561 หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม รวม 22 หน่วยงาน ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก (ส.อ.ท.) สมาชิกองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) หน่วยงานภาคเอกชน และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จึงได้ร่วมดำเนิน ”โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน” (Public Private Partnership for Sustainable Plastic and Waste Management) ประกาศเจตนารมณ์ที่จะขับเคลื่อนโครงการเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อจัดการปัญหาขยะและพลาสติกอย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

พร้อมกับร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ขับเคลื่อนโครงการฯ ระหว่าง 9 หน่วยงาน ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะพลาสติกในท้องทะเลไทยลงไม่ต่ำกว่า 50% ภายในปี 2570 และมีพันธมิตรเข้าร่วมโครงการ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม รวมกว่า 22 หน่วยงาน

นายภราดร จุลชาต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าว นับเป็นโครงการแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและในอาเซียน เนื่องจากภาคธุรกิจ เห็นความสำคัญถึงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมนับวันจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้คือ ส.อ.ท. และ TBCSD  จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาอย่างเป็นทางการ และเชิญหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร มาร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อจัดทำแผนการปฎิบัติงานด้านการจัดการปัญหาขยะและการใช้พลาสติกที่เป็นรูปธรรม โดยวางเป้าหมายระยะยาว 10 ปี วัดผลทุก 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2561-2564, ปี 2564-2567 และปี 2567-2570

โดยในเบื้องต้นปี 2561 ภาคเอกชนจะจัดสรรงบประมาณมาดำเนินโครงการแรก ตั้งแต่การสร้างความตระหนัก สร้างความรู้ในการใช้พลาสติก การคัดแยกขยะก่อนทิ้ง โดยจะนำร่องใน 2 พื้นที่ คือจังหวัดระยอง ซึ่งมีทั้งเมือง ชุมชน ทะเล และมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมพลาสติกต้นน้ำขนาดใหญ่ และเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยเข้าไปส่งเสริมความรู้เรื่องการใช้พลาสติก การคัดแยกขยะและการกำจัดขยะ ให้กับชุมชน คอนโดมิเนียม หมู่บ้าน ก่อนจะขยายผลออกไปพื้นที่อื่นๆ ตลอดจนสร้างทูตสิ่งแวดล้อม และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะทำให้ในอนาคต 5-10 ปี พฤติกรรมคนไทยทั้งชุมชนเมืองและต่างจังหวัด ระบบการจัดการเรื่องการรีไซเคิล และการจัดเก็บขยะจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น ช่วยทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหมดไปหรือลดลงได้  ส่วนแผนตั้งแต่ปี 2562-2570 จะให้คณะทำงานฯ ร่วมวางแผนต่อไ

นอกจากนี้ ทางกลุ่มพลาสติกและสถาบันพลาสติก ยังได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษา Material Flow ของพลาสติก โดยเน้น Single Use ที่เป็นพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งทั่วไปทั้งถุง ขวด แก้วต่างๆ ซึ่งผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคมนี้ ทำให้ทราบทิศทางการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกในประเทศไทย และมีการหลุดออกไปนอกระบบหรือสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเท่าใด โดยตั้งเป้าจะให้สถาบันการศึกษาเก็บข้อมูลเป็นรายปี

ด้านนางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บขยะประเภทถุงพลาสติกได้วันละประมาณ 80 ล้านชิ้น โดยเฉลี่ยประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ใช้ถุงพลาสติกคนละ 8 ชิ้นต่อวัน ซึ่งปัญหาที่พบ คือหลังจากประชาชนใช้ถุงพลาสติกแล้วก็จะทิ้งทันที ขณะที่การฝังกลบมีค่าใช้จ่ายตันละ 700 บาท และพื้นที่ใช้สำหรับการฝังกลบกำลังจะไม่เพียงพอ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อลดปริมาณขยะและลดปริมาณการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมถึงจัดการคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายลดการใช้ถุงพลาสติกเหลือคนละ 4 ชิ้นต่อวัน ภายในปี 2570 เพื่อลดภาระงบประมาณในการกำจัดขยะ

นายธนา ยันตรโกวิท รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ประเทศไทย ต้องใช้งบประมาณในการกำจัดขยะประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นในพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี และพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ 14,000ล้านบาท แต่สามารถจัดเก็บค่ากำจัดจากภาคประชาชนได้ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ที่เหลือต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐเข้าไปดูแลซึ่งถือว่าเป็นภาระของประเทศ ดังนั้นในปีนี้(2561) ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณขยะลงตั้งแต่ต้นทางโดยจะรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงวิธีการกำจัดขยะที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำร่องในจ.ระยอง เพราะเป็นต้นแบบพื้นที่ที่มีทั้งชุมชนเมือง ชนบท และแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงที่ตั้งของโรงงานผลิต ที่จะเห็นภาพการจัดการขยะได้ชัดเจนและหากดำเนินการสำเร็จก็จะขยายผลไปพื้นที่อื่นได้ง่าย

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ยอมรับว่า ปัญหาขยะพลาสติกเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากประเทศไทยผลิตขยะพลาสติกปีละ 2 ล้านตัน และนำไปรีไซเคิลเพียง 5 แสนตัน ยังเหลืออีกจำนวนมากที่ตกค้างอยู่ในทะเล ทำให้ประเทศไทยมีขยะพลาสติกในทะเลติดอันดับ 6 ของโลก วันนี้ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม มาร่วมมือกันหาทางลดพลาสติกในทะเลเหลือไม่ต่ำกว่า 50% ภายใน 10 ปี ซึ่งต้องทำหลายเรื่องทั้งการรณรงค์ส่งเสริมพฤติกรรมของประชาชนในการแยกขยะและกำจัดขยะอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท พร้อมสนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการฯ ดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับภาคประชาชนในการกำจัด หรือทิ้งขยะให้ถูกวิธี โดยจะยึดหลักการ 3R คือ Reduce, Reuse และ Recycle ซึ่งภายในบริษัทเองจะเริ่มต้นจากการสร้างความเข้าใจกับพนักงานกว่า 5,000 คน และขยายผลต่อไป

นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลดการผลิตสินค้าพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวเหลือ 40% และตั้งเป้าหมายใน 10 ปีข้างหน้า จะลดการผลิตสินค้าพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวให้เหลือ 20% ของกำลังการผลิต

นายปฎิภาณ สุคนธมาน ประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลาย บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปัญหาที่ขยะพลาสติก นำมารีไซเคิลหรือ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ในปริมาณน้อย เนื่องจากระบบการจัดเก็บ ขยะ ยังไม่ดี  ทำให้ขยะที่ถูกทิ้งไป ไม่กลับเข้ามาในระบบเพื่อหมุนเวียนใช้ใหม่ เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะลงได้อย่างที่ควรจะเป็น  ทั้งนี้ในส่วนของ พีทีทีจีซี พยายามที่จะให้ความสำคัญกับการนำ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)มาใช้ ผ่านโครงการ Upcycling Plastic Waste การนำขยะพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์ พลาสติกใช้แล้ว มาแปรรูป ผ่านการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นสินค้าแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งบ้าน ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและยาวนาน

 

ที่มา : https://bit.ly/2HohrnB