กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ประกาศผลผู้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น

0
138

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เบื้องต้น เพื่อเข้าร่วมการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 และ G2/61 ตามทีโออาร์การเปิดประมูลภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย แปลง G1/61 5 ราย และ G2/61 4 ราย

นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ แถลงผลการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น เพื่อเข้าร่วมการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 และ G2/61 ตามทีโออาร์การเปิดประมูลภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) ในฐานะผู้ดำเนินงาน  ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี

นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ผู้ประกอบการได้ส่งหลักฐานแสดงคุณสมบัติเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำหนด เพื่อเข้าร่วมประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย แปลง G1/61 และ G2/61 (แหล่งเอราวัณและบงกช) เมื่อวันที่ 15-16 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ได้มีการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น และมีสิทธิเข้าร่วมประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย แปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) จำนวน 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd., บริษัท PTTEP Energy Development Company Limited, บริษัท MP G2 (Thailand) Limited, บริษัท Total E&P Thailand, บริษัท OMV Aktiengesellschaft และ แปลง G2/61 จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd., บริษัท PTTEP Energy Development Company Limited, บริษัท MP L21 (Thailand) Limited, บริษัท OMV Aktiengesellschaft

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติดังกล่าว มีคุณสมบัติครบถ้วนใน 2 หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ

  1. มีกิจการที่มีส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholder’s Equity) อย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 2559 หรือ 2560 สำหรับผู้ที่จะร่วมประมูลในแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และมีกิจการที่มีส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholder’s Equity) อย่างน้อย 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 2559 หรือ 2560 ในแปลง G2/61
  2. เป็นผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินงานการผลิตปิโตรเลียมในทะเล (Offshore Gas Field Operate) อย่างน้อย 1 แหล่ง ที่มีอัตราการขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในระหว่างปี 2559 หรือ 2560

ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะประกาศผลผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นทางเว็บไซต์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและจะแจ้งผลการพิจารณาไปยังทุกบริษัทที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น โดยขั้นตอนต่อไป ผู้ขอสิทธิที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว และประสงค์จะยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ จะต้องยื่นเอกสารแสดงความจำนงพร้อมชำระค่าเข้าร่วมประมูล จำนวน 7 ล้านบาท ในระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2561- วันที่ 1 มิถุนายน 2561 จากนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะเปิดให้ผู้ร่วมประมูลได้เข้าศึกษาข้อมูลเชิงลึกของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย แปลง G1/61 และ G2/61 ที่ห้องศึกษาข้อมูล (Data Room) ที่ได้จัดเตรียมไว้ พร้อมรับมอบชุดข้อมูลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Data Package) จำนวน 1 ชุด เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ และยื่นเสนอต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในวันที่ 25 กันยายน 2561

ทั้งนี้ ภายหลังจากการแถลงข่าว อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้นำคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชม ห้องศึกษาข้อมูล (Data Room) โดย อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  กล่าวเพิ่มเติมว่า ห้องศึกษาข้อมูล (Data Room) เป็นห้องที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจัดเตรียมไว้สำหรับให้ผู้ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น เข้ามาศึกษาข้อมูลเชิงลึกของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย แปลง G1/61 และ G2/61 อาทิ ลักษณะทางธรณีวิทยา หลุมสำรวจ หลุมผลิต ปริมาณสำรอง อุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ เป็นต้น    ซึ่งข้อมูลที่มีในระบบดังกล่าว เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมีข้อมูลที่เพียงพอ พร้อมใช้ สำหรับผู้เข้าร่วมประมูลนำไปจัดทำข้อเสนอทางด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ ในการประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบทั้งต่อรายเดิมและรายใหม่

นอกจากนี้ ยังได้พาสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมห้องบริหารจัดการการผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  (Petroleum Production Management Room: PPM) ซึ่งเป็นห้องติดตามการดำเนินงานผลิตปิโตรเลียมที่ผู้ประกอบการจะต้องรายงานผลการปฏิบัติงานด้านการผลิตปิโตรเลียม มายังกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและกำกับการทำงานของผู้ประกอบการให้เกิดความโปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างสูงสุด