“ศิริ” ย้ำ รัฐรับซื้อไฟจากพลังงานทดแทนไม่แพงกว่า2.40บาทต่อหน่วย

0
72

ตัวแทนกลุ่มพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าหารือรัฐมนตรีพลังงาน ขอความชัดเจนนโยบายชะลอรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 5 ปี หวั่นกระทบ SME ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน และมีผลให้เม็ดเงินลงทุนหาย 25,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่รัฐมนตรีพลังงานยืนยันไม่ได้ปิดกั้นการรับซื้อ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขราคาไฟฟ้าต้องไม่สูงไปกว่า 2.40 บาทต่อหน่วย

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.โดยกลุ่มพลังงานทดแทนและสายงานอุตสาหกรรมได้เข้าหารือกับนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอความชัดเจนถึงนโยบายชะลอการรับซื้อพลังงานทดแทนออกไป 5 ปี เนื่องจากภายหลังจากที่นโยบายดังกล่าวถูกประกาศออกไป ได้ทำให้นักลงทุนเกิดความสับสนอย่างมาก ทำให้การลงทุนใหม่ๆได้หยุดชะงักลงทันที จากที่แต่ละปีจะมีการลงทุนโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนตามนโยบาย เฉลี่ยปีละ 500 เมกะวัตต์ ดังนั้นการที่กระทรวงพลังงาน มีนโยบายชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน จึงทำให้เม็ดเงินลงทุนหายไปเฉลี่ยประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี เช่นกัน

“ส.อ.ท.ได้ชี้แจงให้เห็นว่าธุรกิจพลังงานทดแทนส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม(SME) และเกิดขึ้นจากการส่งเสริมนโยบายของภาครัฐในอดีตที่ผ่านมาภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP2015 )ที่กำหนดรับซื้อไฟฟ้าเมื่อสิ้นสุดแผนไว้ทั้งสิ้น 16,778 เมกะวัตต์การที่รัฐจะปรับนโยบายก็เข้าใจได้แต่ควรจะต้องค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้เอกชนปรับตัว ” นายสุพันธุ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายสุพันธุ์ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กล่าวตอบยืนยันว่าจะไม่ปิดกั้นการรับซื้อพลังงานทดแทน แต่ราคาค่าไฟที่ผู้ประกอบการจะเสนอขายต่อรัฐนั้นจะต้องเป็นราคาที่เท่าหรือต่ำกว่าราคาขายส่งที่ 2.40 บาทต่อหน่วย ขณะเดียวกันได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ(โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ)สามารถผลิตไฟฟ้าในราคาต่ำกว่าขายส่งได้จริงๆ ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบต่างๆ ให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกิดการผลิตแผงโซลาร์ในประเทศขึ้น จึงเชิญชวนให้ส.อ.ท.มาร่วมมือกันพัฒนาซึ่งเรื่องนี้ส.อ.ท.ก็พร้อมสนับสนุน

นอกจากนี้ส.อ.ท.ยังได้หารือถึงนโยบายการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ-บงกช ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานปี 2565-66 ซึ่งส.อ.ท.ต้องการให้รัฐดำเนินการเป็นไปตามระยะเวลาที่รัฐกำหนดที่จะทราบผลผู้ชนะประมูลในเดือนธ.ค.2561 และลงนามกับผู้ชนะในเดือนก.พ.2562 เนื่องจากหากล่าช้าจะกระทบต่อความมั่นคงทั้งระบบไฟฟ้าและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ที่เป็นวงกว้างโดยรัฐมนตรีพลังงานได้ยืนยันว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดอย่างแน่นอน

ที่มา : https://bit.ly/2IoWbmq