รัฐให้สิทธิผู้ชนะประมูลแหล่งก๊าซฯเอราวัณ บงกช ผลิตยาว 20 ปี

0
56

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุ ผู้ชนะประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชจะต้องเสนอราคาก๊าซให้ต่ำกว่าคู่แข่ง และเสนอส่วนแบ่งประโยชน์ให้กับรัฐสูงที่สุด พร้อมรับสิทธิผลิตก๊าซตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือ “พีเอสซี” ยาว 20 ปี

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC ) รายงานว่า วันนี้ (24 เม.ย. 2561) นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงความพร้อมในการเปิดประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 (เอราวัณ)  และ G2/61(บงกช)  ภายหลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้รับทราบแผนบริหารจัดการการประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจ ในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 และ G2/61 ตามทีโออาร์การเปิดประมูลภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา

โดยนายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาเรื่องผลการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช ทางคณะกรรมการปิโตรเลียม จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยเฉพาะ โดยมีตัวเขาในฐานะอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นประธาน พร้อมทั้งข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิ จากภายนอก อีก 4 คน ซึ่งจะพิจารณาข้อเสนอทางเทคนิคจากผู้ที่ผ่านการพิจารณาหลักเกณฑ์คุณสมบัติตามที่กำหนดไว้มาแล้ว

โดยเกณฑ์การให้คะแนน จะให้น้ำหนักกับผู้เข้าประมูลที่เสนอราคาขายก๊าซเข้ามาราคาต่ำที่สุด โดยให้สัดส่วนคะแนน ร้อยละ 65 ส่วนผู้ที่เสนอส่วนแบ่งประโยชน์ให้กับรัฐมากที่สุด จะได้สัดส่วนคะแนนร้อยละ 25  ทั้งนี้ การที่กำหนดให้เรื่องราคาก๊าซมีสัดส่วนคะแนนที่สูง เนื่องจากรัฐต้องการให้ผู้เข้าประมูลแข่งขันกันในเรื่องราคาก๊าซ เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค ที่จะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง จากการที่ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  มากกว่าจะแข่งขันกันในเรื่องของการเสนอผลประโยชน์ให้กับรัฐ

ทั้งนี้ ภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งเป็นระบบใหม่ ที่จะนำมาใช้ในการประมูล นั้น จะทำให้รัฐมีสัดส่วนรายได้เมื่อหักค่าใช้จ่าย ประมาณร้อยละ 60 ในขณะที่เอกชนผู้ชนะการประมูลที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ จะได้รับประโยชน์ในสัดส่วน ร้อยละ 40

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า กรมฯคาดว่าจะทราบผลผู้ชนะการประมูล ภายในเดือน ธันวาคม 2561 นี้ และจะสามารถลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต ได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 โดยเอกชนที่เป็นคู่สัญญาพีเอสซี จะได้สิทธิระยะเวลาในการสำรวจปิโตรเลียม 3 ปี ต่อได้อีก 3 ปี และสิทธิในการผลิตปิโตรเลียมอีก 20 ปี (รวม 23 ปี หรือ 26 ปี แล้วแต่กรณี) ซึ่งจะต้องผลิตก๊าซฯ ต่อเนื่องตามปริมาณที่กำหนด เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี

ทั้งนี้ ในการออกประกาศเชิญชวน และพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (Pre-Qualification Evaluation) จะเปิดให้ผู้ที่สนใจ ต้องยื่นคุณสมบัติเบื้องต้น เพื่อแสดงสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง โดยต้องแสดงข้อมูลการถือครองหุ้นในกิจการ ระหว่างปี 2559 – 2560 รวมถึงจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินงานการผลิตก๊าซธรรมชาติในทะเลตามที่กำหนดในเอกสารแนะนำสำหรับผู้ประมูล โดยผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประมูล ผ่านทางเว็บไซต์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (http://www.dmf.go.th/bidding2018) ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไป จากนั้นสามารถยื่นแบบฟอร์มแสดงความจำนงในการเข้าร่วมพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 และยื่นหลักฐานแสดงคุณสมบัติเบื้องต้น ในวันที่ 15 – 16 พฤษภาคม 2561 ซึ่งจะแจ้งผลการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2561

โดยผู้เข้าร่วมประมูลที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว ตามรายชื่อที่ได้ประกาศ จะสามารถยื่นเอกสารแสดงเจตจำนงในการเข้าถึงข้อมูล ในระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2561 จากนั้นสามารถเข้าศึกษาข้อมูลในพื้นที่แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 และ G2/61 ได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน – 21 กันยายน 2561  ส่วนการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ แผนการดำเนินงาน งบประมาณการลงทุน จะเปิดให้ยื่นในวันที่ 25 กันยายน 2561

นายวีระศักดิ์ มั่นใจว่าทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช จะมีผู้ยื่นประมูล มากกว่า 1 ราย อย่างไรก็ตาม หากมีผู้เสนอประมูลเพียงรายเดียว ก็ไม่ทำให้ต้องล้มการประมูล โดยกรมฯ สามารถจะเสนอผู้เข้าร่วมประมูลที่ยื่นข้อเสนอทางเทคนิค ตรงตามเงื่อนไขทีโออาร์ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติได้เลย

ที่มา : https://bit.ly/2r1Ozvs