มูลนิธิพลังที่ยั่งยืนส่งมอบอาคารประหยัดพลังงาน-ศูนย์เรียนรู้

0
125

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานในพิธีส่งมอบ “โครงการอาคารประหยัดพลังงานและศูนย์การเรียนรู้พลังงานทดแทน” และ “โครงการปลูกผักกางมุ้ง สร้างฝัน สร้างรอยยิ้ม” ระหว่างมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน และสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด (บ้านภูมิเวท) อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นับเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทน การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพด้านการเกษตรแก่กลุ่มเยาวชนด้อยโอกาส ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ สามารถพัฒนาชีวิต สร้างอาชีพและรายได้ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ 

นายอรรถวุฒิ วิกิตเศรษฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ซึ่งก่อตั้งโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้สนับสนุนการดำเนิน “โครงการก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงานและศูนย์การเรียนรู้พลังงานทดแทน” และ “โครงการปลูกผักกางมุ้ง สร้างฝัน สร้างรอยยิ้ม” ให้แก่สถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด (บ้านภูมิเวท) จ.นนทบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมส่งเสริมและพัฒนาให้สังคมไทยมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ได้จัดสร้างอาคารประหยัดพลังงานและศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทน ในลักษณะอาคารสองชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 96 ตารางเมตร และได้ติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ Solar Rooftop ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 10 กิโลวัตต์ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 88,000 บาทต่อปี อาคารแห่งนี้จะเป็นต้นแบบอาคารประหยัดพลังงาน สำหรับผู้สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ ต่อยอดองค์ความรู้ด้านการส่งเสริมพลังงานทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับ “โครงการปลูกผักกางมุ้ง สร้างฝัน สร้างรอยยิ้ม” จะเป็นโรงเรือนระบบปิดขนาด 6 เมตร x 18 เมตร มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 120 ตารางเมตร ใช้ในการฝึกทักษะอาชีพด้านการเกษตร ปลูกผักปลอดสารพิษสำหรับเยาวชน เพื่อให้เยาวชนสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวในอนาคต สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมแก่เยาวชนให้ดำเนินชีวิตในสังคมอย่างมีคุณภาพ


ทั้งนี้ความร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เติบโตเป็นสมาชิกที่ทรงคุณค่าของสังคม และเป็นกำลังสำคัญในการร่วมส่งเสริมให้สังคม ชุมชนมีความเข้มแข็ง ประเทศมีความก้าวหน้าพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดไป