พพ.แจงเหตุกรณีไม่เปิดใช้โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง

0
64

ตัวแทน อ.พรหมคีรี ทำหนังสือสอบถาม พพ. กระทรวงพลังงานไปหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าจะทางออกในการแก้ปัญหาอย่างไร หลังสร้างเสร็จเกือบ 6 ปี แต่ชาวบ้านยังไม่ได้ใช้ไฟฟ้า อธิบดี พพ. ยันรัฐไม่ได้หลอกชาวบ้าน ชี้ประเด็นปัญหาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน 25 แห่ง ยังขายไฟฟ้าเข้าระบบไม่ได้ เพราะติดปัญหาเอกสารการครอบครองที่ดิน ซึ่งต้องให้ชาวบ้านเซ็นยินยอมก่อน โดยระบุบางส่วนส่งให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) พิจารณาแล้วคาดใช้เวลา 1-2 เดือนลงนามขายไฟฟ้าได้ แต่ไม่สามารถส่งมอบโครงการให้ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)เป็นเจ้าของและบริหารโรงไฟฟ้าได้ เหตุกฎหมายไม่อนุญาต โดยแนวทางแก้ปัญหา ทาง พพ.ต้องรับเป็นเจ้าของโครงการเองตลอดอายุโรงไฟฟ้า และนำรายได้จากการขายไฟ ส่วนหนึ่งมาจ้างงานคนในชุมชนเพื่อดูแลรักษาโรงไฟฟ้าแทน

นายเฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านเก้ากอ ตำบลทอนหงส์ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) ถึงกรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง ต.ทอนหงส์ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จมาตั้งแต่เดือนพ.ย.2555 แต่ยังไม่สามารถที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ ทางชุมชนได้มีการทำหนังสือสอบถามไปยัง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กระทรวงพลังงานไปแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่า มีปัญหาข้อติดขัดอย่างไร โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง จึงไม่สามารถที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าระบบได้ ทั้งๆที่ชุมชนมีความต้องการ และมีความพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแห่งนี้ตามเงื่อนไขที่ภาครัฐเคยแจ้งเอาไว้
“ทางคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของชุมชน ได้รับทราบจากตัวแทนภาครัฐแต่เพียงว่า โครงการดังกล่าวติดปัญหาเรื่องกฏระเบียบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ต้องมีการแก้ไขเสียก่อน แต่ชาวบ้านในชุมชนโดยทั่วไป ก็ไม่ทราบว่าโครงการนี้ติดปัญหาอะไรจึงผลิตไฟไม่ได้ ทั้งๆที่สร้างเสร็จมาแล้วเกือบ 6 ปี และคิดว่าภาครัฐมาหลอกชาวบ้านหรือเปล่า เจ้าของที่ดินที่เสียสละพื้นที่ให้มาสร้างโรงไฟฟ้า ก็อยากจะได้ที่ดินคืนมาปลูกทุเรียน เพราะเห็นว่าสร้างมาแล้วก็ทิ้งไว้ไม่เกิดประโยชน์ ในฐานะที่เป็นผู้นำของชุมชน จึงอยากจะให้ภาครัฐคือกระทรวงพลังงานเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพราะชาวบ้านรอมานานมากแล้ว” นายเฉลิมกล่าว

สำหรับการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น โดยพลังงานน้ำถือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดสามารถที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก และบ้านวังลุงก็มีศักยภาพในเรื่องของน้ำและความพร้อมของชุมชน ที่มีความต้องการโรงไฟฟ้า พพ.จึงมีการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างฝาย ระบบส่งน้ำ อาคารโรงไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้า วงเงิน 21.7 ล้านบาทนั้น คู่สัญญาคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธา เป็นคู่สัญญา ที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันที่ 8พ.ค. 2555 แต่โครงการได้รับการอนุมัติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเนื่องจากเหตุอุทกภัย ไปจนถึงวันที่4 พ.ย.2555

และในสัญญาจัดซื้อเครื่องกังหันน้ำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบพร้อมติดตั้งและทดสอบ วงเงิน6.4ล้านบาท นั้น คู่สัญญาคือ บริษัทเพาเวอร์ไนน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด วันสิ้นสุดสัญญา 9เม.ย. 2555 แต่ได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีไปจนถึงวันที่ 7 ส.ค. 2555

โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เมื่อปี2554 ในวงเงิน 28.1ล้านบาท โดยหากดำเนินการได้ จะสามารถ ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 466,000 หน่วย หากจำหน่ายในอัตราค่าไฟฟ้าที่ 2.50 บาทต่อหน่วย จะช่วยคิดเป็นเงินปีละประมาณ 1.1ล้านบาท

ทางด้าน นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยถึง กรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน ของ พพ. ที่มีอยู่ประมาณ 25 โรง ไม่สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) และทำให้ชุมชนไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารโรงไฟฟ้าและมีรายได้จากโครงการดังกล่าว ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ว่าข้อเท็จจริงเกิดจากติดปัญหาด้านเอกสารการครอบครองที่ดิน โดยหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2560 เห็นชอบให้โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน ของ พพ. 25 โรง กำลังการผลิตรวม ประมาณ 2.5 เมกะวัตต์ สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบของ PEA ได้ในราคา 1.09 บาทต่อหน่วยแล้ว ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ระบุว่า พพ.จะต้องมีเอกสารการครอบครองที่ดินของแต่ละโครงการที่ได้สร้างเสร็จแล้วมาประกอบการพิจารณาลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ PEA ด้วย แต่พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนเป็นพื้นที่ของชาวบ้าน และบางแห่งเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่ พพ. กำลังอยู่ระหว่างประสานให้ชาวบ้านเซ็นยินยอมให้ พพ. ใช้พื้นที่สำหรับสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว โดยได้รับการยินยอมจากชาวบ้านแล้วประมาณ 10 แห่งและนำส่งเอกสารให้ กกพ.พิจารณาแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าอีก 1-2 เดือน นับจากนี้จะสามารถลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับ PEA ได้

สำหรับโครงการส่วนที่เหลือ พพ.ยังอยู่ระหว่างดำเนินการลงพื้นที่สำรวจและขอรับการเซ็นยินยอมจากชาวบ้านต่อไป ส่วนโรงไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่กรมป่าไม้นั้น ทางพพ.จะทำหนังสือของใช้พื้นที่ด้วยตัวเอง เนื่องจากเป็นหน่วยงานระหว่างรัฐด้วยกัน

“ยืนยันว่า พพ. ไม่ได้หลอกลวงชาวบ้านแต่อย่างใด ที่ยังขายไฟฟ้าเข้าระบบไม่ได้เพราะติดปัญหาเรื่องเอกสารการครอบครองที่ดินจริงๆ ถ้าชาวบ้านเซ็นยินยอมให้ พพ.ใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว จะนำเอกสารไปประกอบแนบท้ายเรื่องการขายไฟฟ้าและส่งให้ กกพ.เพื่ออนุมัติให้ทำสัญญาขายไฟฟ้ากับ PEA ได้”

ก่อนหน้านี้ ในการดำเนินโครงการ พพ.มีแนวคิดจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน และมอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เป็นเจ้าของและขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้า โดยรายได้จากการขายไฟฟ้า จะเป็นเงินของอบต. ที่ชุมชนสามารถทำเรื่องเสนอเบิกไปใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาชุมชนได้ แต่ปัจจุบันภาครัฐได้ออกกฎหมายใหม่และตีความว่า อบต.ไม่มีหน้าที่ขายไฟฟ้า จึงทำให้ พพ.ไม่สามารถโอนโรงไฟฟ้าไปให้ อบต.ได้อีกต่อไป โดย พพ.จะต้องเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเหมือนเดิม และเงินที่ได้จากการขายไฟฟ้าทั้งหมดจะต้องส่งเข้ากระทรวงการคลังเท่านั้น

ดังนั้นสิ่งที่ชาวบ้านจะได้จากโครงการดังกล่าว คือ รายได้จากการจ้างงานเพื่อมาดูแลโรงไฟฟ้า โดยพพ.จะขอเบิกงบประมาณแผ่นดินเป็นรายปี สำหรับนำมาจ้างชาวบ้านในพื้นที่ให้เป็นฝ่ายปฏิบัติการดูแลโรงไฟฟ้า โดยมีเจ้าหน้าที่ พพ. เข้ามาดูแลให้การอบรมการการใช้เครื่องจักรผลิตไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 25-30 ปี ซึ่ง พพ.จะเป็นผู้ดูแลตลอดโครงการ

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต พพ.จะต้องปรับรูปแบบใหม่ โดยจะต้องเป็นพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพื่อเน้นผลิตไฟฟ้าใช้โดยตรงแบบไม่ขายเข้าระบบการไฟฟ้าอีก และรายได้จากการขายไฟฟ้าภายในชุมชนนั้นๆ จะนำมาเป็นเงินเพื่อว่าจ้างชาวบ้านดูแลเครื่องผลิตไฟฟ้าและเป็นรายได้สำหรับพัฒนาชุมชนต่อไป

 

ที่มา : https://bit.ly/2KoYun6