ซื้อขายไฟ “ลาว-ไทย-มาเลเซีย” นำร่องสู่ ASEAN Power Grid

0
310

รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของไทยย้ำความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างมาเลเซียกับ สปป.ลาว โดยผ่านระบบสายส่งของประเทศไทย จะเป็นโครงการนำร่องสำคัญไปสู่ความร่วมมือ ASEAN Power Grid ในอนาคต ในขณะที่ผู้ว่าการ กฟผ.ระบุ ความร่วมมือดังกล่าว ใช้ระบบสายส่งของไทยที่มีการลงทุนอยู่แล้ว และหากมีการลงทุนเพิ่ม อาจจะต้องมีการปรับค่าผ่านสายส่งใหม่

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา พลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในสัญญา Energy Purchase and Wheeling Agreement (EPWA) สำหรับโครงการ Lao PDR  Thailand and Malaysia – Power Interconnection Project  (LTM–PIP) หรือ การซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง 3 ประเทศ คือ ลาว ไทย และมาเลเซีย โดยผู้แทนฝ่ายไทยมี นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  ลงนามร่วมกับนาย BounoumSyvanpheng กรรมการผู้จัดการ รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricite du Laos : EDL) และ Datuk Seri  IrAzmanMohdประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การไฟฟ้ามาเลเซีย (TenagaNasionalBerhad :TNB)

ทั้งนี้ พิธีดังกล่าว ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการประชุม เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน (ASEAN Minister on Energy Meeting and its Associated Meetings : AMEM) ครั้งที่ 35 ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยในรายละเอียดสำคัญของการลงนามครั้งนี้  ทางมาเลเซียจะมีการซื้อไฟฟ้า จาก สปป.ลาว เมื่อมีความต้องการ และระบบสายส่งไฟฟ้าของไทยต้องมีความพร้อมที่จะรับส่งไฟฟ้าในปริมาณไม่เกิน 100เมกะวัตต์ ซึ่งจะเริ่มมีการซื้อขายกันในทางปฏิบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 2 ปี  โดยทาง สปป.ลาวจะได้รับค่าไฟฟ้าจากการขายให้มาเลเซียในอัตราประมาณ  6.3 เซนต์สหรัฐต่อหน่วย ส่วนไทยจะได้ค่าผ่านสายส่ง (wheeling charge ) 0.86 เซ็นต์สหรัฐต่อหน่วย และมาเลเซียจะต้องเป็นผู้รับภาระเรื่องความสูญเสียของไฟฟ้าในระบบสายส่ง (Loss) ในอัตรา 5% (เช่นกรณี สปป.ลาว ส่งไฟฟ้ามา 100 หน่วย มาเลเซียต้องจ่ายค่าไฟฟ้า 105 หน่วย)

พลเอกอนันตพรกล่าวว่า การลงนามที่มีขึ้นครั้งนี้ ถือเป็นโครงการนำร่องที่สำคัญของอาเซียนที่มีความสำคัญ เพราะจะเป็นการพิสูจน์ว่าความร่วมมือเรื่องของ ASEAN Power Grid หรือการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในอาเซียน ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับกลุ่มประเทศในอาเซียน สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ โดยหากโครงการประสบความสำเร็จ ก็จะนำไปสู่การเจรจาเพื่อขยายความร่วมมือกันให้เพิ่มมากขึ้นต่อไป

ด้านนายกรศิษฏ์กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ไทยไม่จำเป็นจะต้องมีการลงทุนอะไรเพิ่ม เพราะในความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงปกติ สามารถใช้โครงข่ายระบบสายส่งที่มีอยู่เดิมได้ อย่างไรก็ตาม การส่งไฟฟ้าจากสปป.ลาว ไปยังมาเลเซีย มีเงื่อนไขในการส่งได้เฉพาะกรณีที่ไทยบอกว่าสายส่งพร้อมรองรับเท่านั้น โดยในกรณีที่ไทยเกิดพีคไฟฟ้า หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นสูงในช่วงหน้าร้อน และต้องเตรียมสายส่งเอาไว้รองรับ ทางสปป.ลาวและมาเลเซีย ก็อาจจะไม่สามารถส่งขายไฟฟ้าระหว่างกันในช่วงดังกล่าวได้

ในส่วนของอัตราค่าผ่านสายส่งที่ไทยได้รับที่ 0.86 เซนต์สหรัฐต่อหน่วย ก็เป็นอัตราที่คุ้มค่ากับโครงสร้างสายส่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่หาก กฟผ. จะมีการลงทุนระบบสายส่งเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็จะต้องมีการพิจารณาปรับเพิ่มอัตราค่าผ่านสายส่งขึ้นอีก ตามความเหมาะสม